ผลการค้นหา

วันศุกร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2553

อำนาจในการฟ้องคดี

คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๔๔๖/๒๕๔๘

นายสมบัติ ธมาภรณ์ ผู้ฟ้องคดี

คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบล จังหวัดสระบุรี ผู้ถูกฟ้องคดี

เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
(คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา)

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ (มาตรา ๔๒)

ผู้ฟ้องคดีรายงานตัวเพื่อรับการบรรจุและแต่งตั้งในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานช่าง ระดับ ๒ ตามประกาศของผู้ถูกฟ้องคดี พร้อมยื่นหนังสือขององค์การบริหารส่วนตำบลโคกขี้หนอนที่มีสาระสำคัญในการขอใช้บัญชีผู้ผ่านการสอบตามบัญชีของผู้ถูกฟ้องคดีเพื่อบรรจุแต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงานส่วนตำบล ตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานช่าง ระดับ ๒ ในสังกัดขององค์การบริหารส่วนตำบล
โคกขี้หนอนต่อผู้ถูกฟ้องคดี แต่กรรมการพนักงานส่วนตำบล จังหวัดสระบุรี ได้ปฏิเสธการขอใช้บัญชีดังกล่าว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นนิติสัมพันธ์ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันในการบริหารงานบุคคลที่จะต้องว่ากล่าวต่อกัน ผู้ฟ้องคดีจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยตรงอันเนื่องมาจากการปฏิเสธดังกล่าวตามมาตรา ๔๒ แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ


ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีรับราชการในตำแหน่งช่างโยธา ระดับ ๑ เทศบาลตำบลหนองไผ่แก้ว ตำบลหนองไผ่แก้ว อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ต่อมา ผู้ฟ้องคดีได้สอบขึ้นบัญชีเป็นพนักงานส่วนตำบล ตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานช่างระดับ ๒
ตามประกาศของผู้ถูกฟ้องคดี ต่อมาผู้ฟ้องคดีได้รายงานตัวเพื่อรับการบรรจุและแต่งตั้ง
ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานช่าง ระดับ ๒ ตามประกาศของผู้ถูกฟ้องคดี พร้อมยื่นหนังสือขององค์การบริหารส่วนตำบลโคกขี้หนอน อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี
ที่มีสาระสำคัญในการขอใช้บัญชีผู้ผ่านการสอบตามบัญชีของผู้ถูกฟ้องคดีเพื่อบรรจุแต่งตั้ง
ผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงานส่วนตำบล ตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานช่าง ระดับ ๒ ต่อผู้ถูกฟ้องคดี แต่กรรมการพนักงานส่วนตำบล จังหวัดสระบุรี ได้ปฏิเสธการขอใช้บัญชีดังกล่าว จึงนำมายื่นฟ้องเป็นคดีนี้ต่อศาลปกครอง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้บรรจุแต่งตั้งผู้ฟ้องคดี
ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานช่าง ระดับ ๒ องค์การบริหารส่วนตำบลโคกขี้หนอน อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี และให้ได้รับเงินเดือนในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานช่าง ระดับ ๒ ตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๔๗
ศาลปกครองชั้นต้นตรวจพิจารณาคำฟ้องแล้วเห็นว่า การยินยอมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นใช้บัญชีผู้สอบแข่งขันได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้ทำการสอบและขึ้นบัญชีไว้ ย่อมเป็นดุลพินิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่สอบขึ้นบัญชีไว้ อันเป็นอำนาจและความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันในการบริหารงานบุคคล ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีปฏิเสธไม่ยินยอมให้องค์การบริหารส่วนตำบลโคกขี้หนอนใช้บัญชีผู้สอบแข่งขันได้ ผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีอำนาจที่กระทำได้ และหากการปฏิเสธดังกล่าว
มีผลกระทบในการบริหารงานบุคคล ก็เป็นเรื่องระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีกับองค์การบริหาร
ส่วนตำบลโคกขี้หนอนที่จะว่ากล่าวต่อกัน ผู้ฟ้องคดีไม่ใช่ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจาก
การปฏิเสธดังกล่าว จึงมิใช่เป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายตามมาตรา ๔๒
แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ประกอบกับคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานช่าง ระดับ ๒ ในสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลโคกขี้หนอน อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี และให้ได้รับเงินเดือนในตำแหน่งดังกล่าวตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๔๗ นั้น เป็นคำขอที่ศาลไม่อาจมีคำบังคับได้ตามมาตรา ๗๒ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจาก
สารบบความ
ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ว่า ผู้ฟ้องคดีไม่ได้รับความเป็นธรรมจากคำวินิจฉัยของศาลปกครองชั้นต้นพร้อมทั้งแนบเอกสารของสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น สำนักงาน ก.ท. (กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น) มีสาระสำคัญในแนวทางการแก้ไขปัญหากรณีการบรรจุแต่งตั้งผู้สอบแข่งขันได้และขึ้นบัญชีไว้ แต่คุณวุฒิไม่สอดคล้องกับมาตรฐานกำหนดตำแหน่งที่ ก.ท. กำหนดใหม่ ก่อนที่หลักเกณฑ์ ก.ท.จ. มีผลใช้บังคับ
เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๕
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า การที่ผู้ฟ้องคดีรายงานตัวเพื่อรับการบรรจุและแต่งตั้งในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานช่าง ระดับ ๒ ตามประกาศของผู้ถูกฟ้องคดี พร้อมยื่นหนังสือขององค์การบริหารส่วนตำบลแห่งอื่น ที่มีสาระสำคัญในการขอใช้บัญชี
ผู้ผ่านการสอบตามบัญชีของผู้ถูกฟ้องคดีเพื่อบรรจุแต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงานส่วนตำบล ตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานช่าง ระดับ ๒ ในสังกัดขององค์การบริหารส่วนตำบลแห่งอื่นนั้นต่อผู้ถูกฟ้องคดี แต่กรรมการพนักงานส่วนตำบล จังหวัดสระบุรี ได้ปฏิเสธการขอใช้บัญชีดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงนิติสัมพันธ์ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจขอใช้บัญชีผู้สอบแข่งขันได้จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือ
ส่วนราชการอื่น แต่จะต้องได้รับความยินยอมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือส่วนราชการอื่นนั้นด้วยตามข้อ ๙ วรรคสาม ของประกาศคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น เรื่อง กำหนดมาตรฐานกลางการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความมาตรา ๓๓ (๑) แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นนิติสัมพันธ์ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันในการบริหารงานบุคคลที่จะต้องว่ากล่าวต่อกัน ผู้ฟ้องคดีจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยตรง
อันเนื่องมาจากการปฏิเสธดังกล่าวตามมาตรา ๔๒ แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ส่วนเอกสารของสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น สำนักงาน ก.ท. (กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น) ที่ผู้ฟ้องคดีอ้างถึง เป็นเพียงแนวทางการแก้ไขปัญหากรณีการบรรจุแต่งตั้งผู้สอบแข่งขันได้และขึ้นบัญชีไว้ ข้ออ้างของผู้ฟ้องคดีจึงรับฟังไม่ได้ ที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย
จึงมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น

การขอใช้บัญชีสอบแข่งขัน

คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๕๔๐/๒๕๔๘

เทศบาลตำบลหนองสอ ผู้ฟ้อคดี

คณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดนครราชสีมา ผู้ถูกฟ้องคดี


เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย (คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา)
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ. ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒
(มาตรา ๑๕ และมาตรา ๒๓)
พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ (มาตรา ๔๒ วรรคหนึ่ง)

การสั่งบรรจุแต่งตั้งพนักงานเทศบาลตำบลหนองกราดเป็นอำนาจของนายกเทศมนตรีตำบลหนองกราดโดยต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีเป็นบุคคลภายนอกจึงไม่มีสิทธิหรือหน้าที่ใดๆ ตามกฎหมายในการบรรจุแต่งตั้งของเทศบาลดังกล่าว การที่นายกเทศมนตรีตำบลหนองกราดมีหนังสือขอใช้บัญชีสอบแข่งขันได้ของผู้ฟ้องคดี ถือเป็นเรื่องของการประสานงานระหว่างหน่วยงานท้องถิ่นด้วยกันเท่านั้น มิได้มีการก่อตั้งนิติสัมพันธ์ใด ในเรื่องการบรรจุแต่งตั้งแต่ประการใด อีกทั้งมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ให้ใช้บัญชีตามประกาศ ก.อบต.จ. นครราชสีมา ถือเป็นเรื่องนโยบายหรือการบริหารงานภายในของผู้ถูกฟ้องคดี กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่ามติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ไม่ให้ใช้บัญชีผู้สอบแข่งขันได้ของผู้ฟ้องคดีในการบรรจุแต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงานธุรการ ระดับ ๒ ของเทศบาลตำบลหนองกราดมีผลกระทบต่อสิทธิและหน้าที่ของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีนี้ต่อศาลปกครองตามนัยมาตรา ๔๒ วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ

ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีได้จัดการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเป็นพนักงานเทศบาล และได้ขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ในตำแหน่ง เจ้าพนักงานธุรการ ระดับ ๒ ซึ่งตามประกาศระบุไว้ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของบัญชี การสอบแข่งขันครั้งนี้และมีอำนาจพิจารณาอนุญาตให้เทศบาลอื่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือส่วนราชการอื่น ที่มีความประสงค์จะขอใช้บัญชีผลการสอบแข่งขันครั้งนี้เพื่อแต่งตั้งในสายงานเดียวกันกับของส่วนราชการนั้น โดยจะเรียกบรรจุและแต่งตั้งตามลำดับที่ของผู้สอบแข่งขันได้ตามบัญชีผลการสอบแข่งขัน เว้นแต่กรณีที่มีระเบียบหรือหนังสือสั่งการให้ถือปฏิบัติเป็นอย่างอื่น ต่อมา เทศบาลตำบลหนองกราดได้มีหนังสือขอใช้บัญชีผู้สอบแข่งขันได้ในตำแหน่งเจ้าพนักงานธุรการ ระดับ ๒ ของ ผู้ฟ้องคดีรายผู้สอบแข่งขันได้ในลำดับที่ ๔ ผู้ฟ้องคดีอนุญาตและให้ทำเรื่องขอความเห็นชอบจากผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นองค์กรกลางที่ทำหน้าที่บริหารงานบุคคลก่อน จึงจะสามารถออกคำสั่งบรรจุและแต่งตั้งได้ ต่อมา เทศบาลตำบลหนองกราดได้แจ้งให้ ผู้ฟ้องคดีทราบว่า ผู้ถูกฟ้องคดีมีมติให้ชะลอการขอใช้บัญชีผู้สอบแข่งขันจากจังหวัดอื่น เนื่องจากจังหวัดนครราชสีมามีบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ขึ้นบัญชีตามประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดนครราชสีมา (ก.อบต.จ. นครราชสีมา) คงเหลืออยู่ เทศบาลตำบลหนองกราดจึงขอยกเลิกการขอใช้บัญชีการสอบแข่งขันของ
ผู้ฟ้องคดี ส่งผลให้ผู้ที่สอบได้ในลำดับที่ ๔ ได้รับความเดือดร้อน เพราะได้รับ
การบรรจุและแต่งตั้งหลังผู้ที่สอบได้ในลำดับที่ไกลกว่า และผู้ฟ้องคดีได้รับ ความเดือดร้อนโดยตรงเพราะเป็นเจ้าของบัญชี ขอให้ศาลปกครองพิพากษาเพิกถอนมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ให้ชะลอการขอใช้บัญชีผู้สอบแข่งขันจากจังหวัดอื่น
ศาลปกครองชั้นต้นตรวจพิจารณาคำฟ้องแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีประกาศผลการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้าเป็นพนักงานเทศบาลประจำปี ๒๕๔๗ โดยต้องการตำแหน่งเจ้าพนักงานธุรการ ระดับ ๒ จำนวน ๑ อัตรา จากผู้สอบได้ทั้งหมด ๒๓ คน ดังนั้น เมื่อผู้ฟ้องคดีได้บรรจุแต่งตั้งผู้สอบแข่งขันได้ในลำดับที่ ๑ ทดแทนตำแหน่งที่ว่างแล้ว ผู้ที่ได้รับการขึ้นบัญชีในลำดับที่ ๒ ถึงสุดท้าย จึงมิใช่บุคคลที่ผู้ฟ้องคดีจะนำมาใช้ในการบรรจุและแต่งตั้ง การที่จะมีเทศบาลมาขอใช้บัญชีหรือไม่หรือบุคคลที่สอบแข่งขันได้และขึ้นบัญชีไว้ดังกล่าวจะได้รับการบรรจุและแต่งตั้งหรือไม่ ไม่ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายแต่อย่างใด ที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีมติให้ชะลอการขอใช้บัญชีผู้สอบแข่งขันจากจังหวัดอื่นจึงไม่ก่อให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ได้รับ ความเดือดร้อนเสียหายตามมาตรา ๔๒ วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณา และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ว่า การที่ผู้ฟ้องคดีขึ้นบัญชีผู้สอบได้ในลำดับที่ ๒ ถึงสุดท้ายไว้ เพราะมีวัตถุประสงค์จะบรรจุและแต่งตั้งเป็นพนักงานของผู้ฟ้องคดีด้วย ดังนั้น การที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นหรือหน่วยงานราชการอื่นมาขอใช้บัญชีสอบแข่งขันของผู้ฟ้องคดีย่อมมีความเกี่ยวข้องและกระทบต่อผู้ฟ้องคดีโดยตรง
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า การบริหารงานบุคคลในเทศบาล
มีกฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ไว้คือ พ.ร.บ. ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมาตรา ๒๓ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่า เทศบาลที่อยู่ในเขตจังหวัดหนึ่งให้มีคณะกรรมการพนักงานเทศบาลร่วมกันคณะหนึ่งทำหน้าที่บริหารงานบุคคลสำหรับเทศบาลทุกแห่งในเขตจังหวัดนั้น และในวรรคหกของมาตราดังกล่าวบัญญัติว่า ให้นำความในมาตรา ๑๕ มาใช้บังคับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการพนักงานเทศบาลโดยอนุโลม ทั้งนี้ โดยให้การใช้อำนาจหน้าที่ตามบทบัญญัติดังกล่าวเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล คณะกรรมการพนักงานเทศบาล หรือนายกเทศมนตรี แล้วแต่กรณี ซึ่งมาตรา ๑๕ บัญญัติว่า การออกคำสั่งเกี่ยวกับการบรรจุและแต่งตั้ง หรือการอื่นใดที่เกี่ยวกับ
การบริหารงานบุคคลในองค์การบริหารส่วนจังหวัด ให้เป็นอำนาจของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดกำหนด แต่สำหรับการออกคำสั่งแต่งตั้งพนักงานเทศบาลนั้น เป็นอำนาจของนายกเทศมนตรีซึ่งใช้อำนาจของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด โดยต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการพนักงานเทศบาลซึ่งใช้อำนาจของคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำหนด และต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการพนักงานเทศบาลก่อน ดังนั้น ในการออกคำสั่งแต่งตั้งพนักงานเทศบาลตำบลหนองกราดจึงเป็นอำนาจของนายกเทศมนตรีตำบลหนองกราด
โดยต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ผู้ถูกฟ้องคดีกำหนด และต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ถูกฟ้องคดีก่อน สำหรับหลักเกณฑ์การบรรจุแต่งตั้งพนักงานเทศบาลนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีได้มีประกาศในเรื่องดังกล่าวเมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ ซึ่งตามข้อ ๑๐๒ กำหนดว่า การบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นพนักงานเทศบาลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใดในเทศบาลให้บรรจุและแต่งตั้งจากผู้สอบแข่งขันได้ในตำแหน่งนั้นโดยบรรจุและแต่งตั้งตามลำดับที่ในบัญชี ผู้สอบแข่งขันได้ กรณีเทศบาลไม่มีบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ในตำแหน่งใด อาจบรรจุและแต่งตั้งผู้สอบแข่งขันได้โดยขอใช้บัญชีสอบแข่งขันของ ก.ท.จ. อื่น เทศบาลอื่นหรือคณะกรรมการข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นอื่น หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือส่วนราชการอื่น
ในตำแหน่งเดียวกันกับตำแหน่งที่จะบรรจุเข้ารับราชการหรือตำแหน่งอื่นที่กำหนดคุณวุฒิตรงตามคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งที่กำหนดในมาตรฐานกำหนดตำแหน่งของตำแหน่งนั้น จากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังกล่าวจะเห็นได้ว่า การสั่งบรรจุแต่งตั้งพนักงานเทศบาลตำบล หนองกราดเป็นอำนาจของนายกเทศมนตรีตำบลหนองกราด โดยต้องได้รับความเห็นชอบจาก ผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีเป็นบุคคลภายนอกจึงไม่มีสิทธิหรือหน้าที่ใดๆ ตามกฎหมายในการบรรจุแต่งตั้งของเทศบาลตำบลหนองกราดดังกล่าว การที่นายกเทศมนตรีตำบลหนองกราดมีหนังสือ ขอใช้บัญชีสอบแข่งขันได้ของผู้ฟ้องคดี ถือเป็นเรื่องของการประสานงานระหว่างหน่วยงานท้องถิ่นด้วยกันเท่านั้น มิได้มีการก่อตั้งนิติสัมพันธ์ใดๆ ในเรื่องการบรรจุแต่งตั้งครั้งนี้แต่ประการใด อีกทั้งมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ให้ใช้บัญชีตามประกาศ ก.อบต.จ. นครราชสีมา ถือเป็นเรื่องนโยบายหรือการบริหารงานภายในของผู้ถูกฟ้องคดี กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่ามติของ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ไม่ให้ใช้บัญชีผู้สอบแข่งขันได้ของผู้ฟ้องคดีในการบรรจุแต่งตั้งนาง ด. เป็น เจ้าพนักงานธุรการ ระดับ ๒ ของเทศบาลตำบลหนองกราดมีผลกระทบต่อสิทธิและหน้าที่ของ ผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีนี้ต่อศาลปกครองตามนัยมาตรา ๔๒ วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของ ผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย
จึงมีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น

ขอ หารือการขอใช้บัญชีผู้สอบแข่งขันได้ของกระทรวง ทบวง กรม ในตำแหน่งเดียวกับตำแหน่งที่จะบรรจุเข้ารับราชการมาบรรจุแต่งตั้งเป็น พนักงานส่วนตำบล

การไม่ต่อสัญญาจ้างพนักงานจ้าง

คำสั่งที่ ร.387/2552 คำร้องที่ ร.124/2552


เมื่อ สัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงาน ตำแหน่งผู้ช่วยช่างโยธา สิ้นสุดลง ด้วยระยะเวลาการจ้างครบกำหนดตามที่ได้ทำสัญญาต่อกันไว้ จึงเป็นการเลิกจ้างตามสัญญา ผู้ถูกฟ้องคดี (นายกเทศมนตรีตำบลโพธิ์กลาง) จะทำสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีต่อไปอีกหรือไม่ เป็นอำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีที่จะต้องดำเนินการตามความเหมาะสมและเป็นดุลพินิจ ของผู้ถูกฟ้องคดี และคำขอให้ศาลมีคำบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายจากการไม่ต่อสัญญา จ้างให้แก่ ผู้ฟ้องคดีนั้น หากศาลมีคำบังคับตามคำขอก็เท่ากับเป็นการบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีต่อสัญญา จ้างแก่ผู้ฟ้องคดีโดยปริยาย ดังนั้น คำขอของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นกรณีที่ศาลไม่สามารถออกคำบังคับได้ตามมาตรา 72 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีนี้ต่อศาล ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน
การสั่งการของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ตามบันทึกวิทยุสื่อสารในราชการกระทรวงมหาดไทย ที่ มท 0809.2/ว 006 ลงวันที่ 22 กันยายน 2548 เป็นกรณีที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มอบให้เป็นดุลพินิจของหน่วยงานในการพิจารณาถึงความจำเป็นและ ภารกิจของงาน หากมีความจำเป็นก็ดำเนินการตามแนวทางในการต่อสัญญาจ้าง หากไม่มี ความจำเป็นก็สามารถเสนอขอไม่อนุมัติต่อสัญญาจ้างได้ การที่ผู้อำนวยการกองช่าง เทศบาลตำบลโพธิ์กลาง มีหนังสือถึงผู้ถูกฟ้องคดี เพื่อขออนุมัติไม่ต่อสัญญาจ้างให้แก่ผู้ฟ้องคดี เนื่องจากมีพนักงานกองช่างและงานป้องกันได้ย้ายมาดำรงตำแหน่งใหม่หลายอัตรา ทำให้สามารถปฏิบัติงานในหน้าที่ได้เป็นอย่างดี ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่อนุมัติต่อสัญญาจ้างให้แก่ผู้ฟ้องคดี เห็นว่าเป็นดุลพินิจของผู้ถูกฟ้องคดีที่จะกระทำได้ และไม่เป็นการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ตามการสั่งการของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นดังกล่าว ตามที่ผู้ฟ้องคดีเข้าใจ ประกอบกับการสั่งการของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นตามบันทึกดังกล่าว เป็นเพียงระเบียบภายใน ที่วางแนวทางปฏิบัติในการต่อสัญญาจ้างพนักงานจ้าง เพื่อป้องกันปัญหาการร้องเรียนและเพื่อความบริสุทธิ์ยุติธรรม และเพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างต่อเนื่องและเกิดประโยชน์แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ได้มีสภาพเป็นกฎ ตามข้อกล่าวอ้างของผู้ฟ้องคดี

หย่อนความสามารถ

คดีหมายเลขแดงที่ อ.290/2552 คดีหมายเลขดำที่ อ.251/2550


โดยที่ มาตรา 39 แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 บัญญัติว่า ในระหว่างที่ยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานกลาง มาตรฐานทั่วไป หลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของพนักงานเทศบาล ให้พระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศหรือคำสั่งเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของพนักงานเทศบาล ที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้ คดีนี้ขณะเกิดเหตุพิพาท คณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดยังมิได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของพนักงานเทศบาลหรือลูกจ้างของเทศบาล การดำเนินการต่าง ๆ ของลูกจ้างเทศบาลจึง อยู่ในบังคับของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการจ้างลูกจ้างของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2536 ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดี (นายกเทศมนตรีนครลำปาง) ได้มีคำสั่งลงวันที่ 12 กรกฎาคม 2544 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนผู้ฟ้องคดีกรณีถูกกล่าวหาว่าหย่อนความสามารถในอัน ที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ หากรับราชการต่อไป จะเป็นการเสียหายแก่ราชการ ซึ่งข้อ 3 ของกฎ ก.พ. ฉบับที่ 18 (พ.ศ. 2540) ออกตามความใน พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชพลเรือน พ.ศ. 2535 ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีในฐานะผู้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน มีหน้าที่ต้องแจ้งคำสั่งดังกล่าวให้ผู้ฟ้องคดีทราบโดยเร็ว โดยให้ผู้ฟ้องคดีลงลายมือชื่อและวันที่รับทราบคำสั่งไว้เป็นหลักฐานด้วย ปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดีมิได้แจ้งคำสั่งดังกล่าวให้ ผู้ฟ้องคดีทราบโดยตรง เนื่องจากได้ให้ผู้อื่นรับคำสั่งดังกล่าวแทน จึงไม่ปรากฏหลักฐานว่าผู้ฟ้องคดีได้รับทราบคำสั่งดังกล่าว ซึ่งทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่อาจทราบได้ว่าผู้ฟ้องคดีถูกกล่าวหาในเรื่องใด และผู้ถูกฟ้องคดีแต่งตั้งผู้ใด ตำแหน่งใดเป็นคณะกรรมการสอบสวน ทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่อาจใช้สิทธิคัดค้านกรรมการสอบสวนตามข้อ 8 ของกฎ ก.พ. ฉบับที่ 18 ดังกล่าว กรณีถือไม่ได้ว่า เป็นการแจ้งคำสั่งโดยชอบตามข้อ 5 (1) ของกฎ ก.พ. ฉบับเดียวกัน แต่เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2544 คณะกรรมการสอบสวนเรียกผู้ฟ้องคดีไปให้ถ้อยคำ คณะกรรมการสอบสวนได้แจ้งและอธิบายข้อกล่าวหาให้ผู้ฟ้องคดีทราบ ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้รับทราบข้อกล่าวหาและสิทธิในการแก้ ข้อกล่าวหาแล้ว และได้ยอมรับว่าได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหาทุกประการ โดยผู้ฟ้องคดีมิได้คัดค้านคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแต่อย่างใด จึงเป็นกรณีที่ปรากฏชัดแจ้ง ผู้ถูกฟ้องคดี จึงไม่จำต้องสอบสวนตามวิธีการและขั้นตอนตามข้อ 5 (1) ของกฎ ก.พ. ฉบับที่ 18 ฉบับดังกล่าว แต่อย่างใด ทั้งนี้ ตามข้อ 2 (2) ของกฎ ก.พ. ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2539) ออกตามความใน พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชพลเรือน พ.ศ. 2535 ว่าด้วยกรณีหย่อนความสามารถ ในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ บกพร่องในหน้าที่ราชการ หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการที่ปรากฏชัดแจ้ง กรณีจึงถือได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้ดำเนินการตามขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมาย กำหนดเพื่อมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนการใช้ดุลพินิจของผู้ถูกฟ้องคดีในการออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออก จากราชการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ นั้น เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีมีพฤติการณ์ละทิ้งหน้าที่โดยไม่อยู่เวรเตรียมพร้อม จนถูกลงโทษทางวินัยมาแล้วสี่ครั้ง เป็นการจงใจไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการ และแสดงถึงความเป็น ผู้บกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ การให้ผู้ฟ้องคดีรับราชการต่อไปอาจเกิดความเสียหายแก่สาธารณชนและราชการได้ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวน รวมทั้งพยานหลักฐานต่างๆ และเห็นว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้หย่อนความสามารถ จึงมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ เห็นว่าเป็นการใช้ดุลพินิจที่เหมาะสมแล้วตามข้อ 37 วรรคหนึ่ง (3) ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการจ้างลูกจ้างของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2536
ข้ออ้างที่ผู้ฟ้องคดียกขึ้นอ้างในคำอุทธรณ์ว่า กระบวนการ ขั้นตอนก่อนมีคำสั่งลงโทษทางวินัยผู้ฟ้องคดีสี่ครั้งไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบ ในศาลปกครองชั้นต้น จึงต้องห้ามตามข้อ 101 วรรคสอง แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ฯ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543

ฟ้องคดีต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด

คำสั่งที่ ร.71/2553 คำร้องที่ ร.349/2552


ผู้ถูกฟ้องคดี (นายกเทศมนตรีตำบลบ้านม่วง) มีคำสั่งเทศบาลตำบลบ้านม่วง เรื่อง การเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานเทศบาล ครั้งที่ 2 ประจำปีงบประมาณ 2551 ลงวันที่ 3 ตุลาคม 2551 เลื่อนขั้นเงินเดือนให้แก่ผู้ฟ้องคดีเพียง 0.5 ขั้น ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสืออุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีโดยนางสาว ส. หัวหน้าสำนักปลัดเทศบาล เป็นผู้ลงลายมือชื่อรับไว้เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2551 ซึ่งถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีได้ร้องทุกข์ผ่านผู้ถูกฟ้องคดีตามข้อ 145 วรรคสอง ของประกาศคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัด สกลนคร เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย การให้ออกจากราชการ การอุทธรณ์ และการร้องทุกข์ แต่ไม่ปรากฏว่าได้มีการวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดีภายในระยะเวลา ที่ประกาศดังกล่าวกำหนด ซึ่งในกรณีนี้คือภายในสามวันทำการกับอีกเก้าสิบวันนับแต่วันที่ ผู้ถูกฟ้องคดีได้รับหนังสือร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดี ตามข้อ 147 วรรคสอง และข้อ 149 ของประกาศดังกล่าว คือ ภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2552 กรณีจึงต้องถือว่ามีเหตุแห่งการฟ้องคดีและผู้ฟ้องคดีได้รู้หรือควรรู้ถึง เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ในวันที่พ้นกำหนดระยะเวลาการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ ของผู้ฟ้องคดี คือ เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2552 ผู้ฟ้องคดีชอบที่จะยื่นฟ้องคดีนี้ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันดังกล่าว การที่ผู้ฟ้องคดีนำคดีมาฟ้องคดีต่อ ศาลปกครองชั้นต้นโดยส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนซึ่งแม้จะไม่ปรากฏหลักฐานชัด แจ้งว่า ได้ส่งคำฟ้องแก่เจ้าพนักงานไปรษณีย์เมื่อวันใดแต่ก็เชื่อได้ว่าน่าจะไม่ก่อน วันที่ 18 พฤษภาคม 2552 ซึ่งเป็นวันที่ระบุในคำฟ้อง จึงเป็นการยื่นคำฟ้องเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดีตามมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ

คำสั่งทางปกครองต้องไม่มีผลย้อนหลัง

คดีหมายเลขแดงที่ อ.66/2553 คดีหมายเลขดำที่ อ.635/2550


ผู้ฟ้อง คดี (นายกเทศมนตรีตำบลหนองกี่) ได้ออกประกาศรับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการและแต่งตั้ง เป็นพนักงานเทศบาลสามัญ ระดับ 1 ระดับ 2 และระดับ 3 ประจำปี พ.ศ. 2549 ลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2549 ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (คณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล (ก.ท.)) และ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (คณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดบุรีรัมย์) ได้ออกประกาศหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของเทศบาล (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2547 โดยกำหนดรับสมัครสอบตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2549 ถึงวันที่ 6 มีนาคม 2549 และกำหนดสอบแข่งขันวันที่ 26 มีนาคม 2549 ในระหว่างนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีมติเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ดำเนินการสอบแข่งขันใช้บัญชีเฉพาะองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ห้ามใช้บัญชีข้ามจังหวัด เว้นแต่กรณีที่ได้มีการประกาศ รับสมัครไว้ก่อนวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 ให้สามารถดำเนินการต่อไปได้ แต่หากยังไม่ถึงกำหนดวันสอบแข่งขัน ให้ประกาศเพิ่มเติมให้ผู้สมัครสอบแข่งขันทราบว่าไม่สามารถใช้บัญชีข้าม จังหวัดได้ โดยแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เร่งรัดให้เทศบาลตำบล หนองกี่ปฏิบัติตามมติ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยเคร่งครัดแต่ผู้ฟ้องคดีไม่ได้แจ้งให้ผู้สมัครสอบแข่งขันทราบมติดังกล่าว หลังจากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ออกประกาศยกเลิกหลักเกณฑ์การสอบแข่งขันตามประกาศฉบับลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และกำหนดหลักเกณฑ์การสอบแข่งขันใหม่ตามมติเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 โดยให้มีผลย้อนหลังไปใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงมีประกาศลงวันที่ 11 เมษายน 2549 ยกเลิกประกาศคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดบุรีรัมย์ เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของเทศบาล (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม แล้วมีการกำหนดหลักเกณฑ์ใหม่ตามมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ดังกล่าว มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าประกาศดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงฟ้อง ศาลปกครองขอให้เพิกถอนมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ลงวันที่ 11 เมษายน 2549 และคำสั่งแต่งตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงผู้ฟ้องคดี
โดยที่ ก.ท.จ. เป็นองค์กรซึ่งมีอำนาจโดยตรงในการกำหนดหลักเกณฑ์และ เงื่อนไขในการคัดเลือกการบรรจุและแต่งตั้งพนักงานเทศบาลตาม พ.ร.บ. ระเบียบ บริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ให้สอดคล้องกับความต้องการและความเหมาะสมของเทศบาลในเขตจังหวัด และภายใต้กรอบมาตรฐานทั่วไปที่คณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล (ก.ท.) กำหนด ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีอำนาจเพียงกำหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการคัดเลือก การบรรจุและแต่งตั้งพนักงานเทศบาลที่อยู่ในเขตจังหวัดของตน มาตรฐานทั่วไปที่ ก.ท. กำหนดขึ้น จึงมิได้มีผลใช้บังคับกับเทศบาลแต่ละแห่งโดยตรง เมื่อคดีนี้เทศบาลตำบลหนองกี่เป็นราชการ ส่วนท้องถิ่นมีฐานะเป็นนิติบุคคล การที่ผู้ฟ้องคดีได้ออกประกาศรับสมัครบุคคลสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้ง เป็นพนักงานเทศบาลฯ ลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2549 จึงเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ ขึ้นระหว่างบุคคลอันเป็นคำสั่งทางปกครองประเภทคำสั่งทั่วไป และเป็นการปฏิบัติตามประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ที่บังคับใช้อยู่ในขณะนั้นที่มีลักษณะเป็นกฎที่มีผลผูกพัน ให้เทศบาลตำบลหนองกี่ต้องปฏิบัติตาม ทั้งสอดคล้องกับมาตรฐานทั่วไปของประกาศของ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการคัดเลือกพนักงานเทศบาล ดังนั้น ประกาศรับสมัครดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมาย และมีตราบเท่าที่ ยังไม่มีการเพิกถอนหรือสิ้นผลลงโดยเงื่อนเวลาหรือโดยเหตุอื่นตามมาตรา 42 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน การที่ผู้ฟ้องคดีไม่จัดทำประกาศเพิ่มเติมแจ้งการไม่ใช้บัญชีข้ามจังหวัด และได้ดำเนินการสมัครสอบแข่งขันก่อนที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีมติ ให้ผู้ฟ้องคดีเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการสอบแข่งขัน มติดังกล่าวจึงไม่มีผลบังคับใช้กับผู้ฟ้องคดี และการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 อาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีได้ ประกอบกับมติเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 เป็นเรื่องภายในของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ยังไม่มีสถานะและผลบังคับทางกฎหมายที่จะบังคับใช้กับ ก.ท.จ. รวมทั้งเทศบาลโดยตรงและไม่อาจนำมาใช้บังคับกับการสอบแข่งขันตามประกาศเทศบาลตำบลหนองกี่ เรื่อง รับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นพนักงานเทศบาล ระดับ 1 ระดับ 2 และระดับ 3 ประจำปี พ.ศ. 2549 ได้ แต่เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 นำมติดังกล่าว ไปออกประกาศคณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์การสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นพนักงานเทศบาล พ.ศ. 2549 ลงวันที่ 27 มีนาคม 2549 ยกเลิกประกาศฉบับเดิม และให้มีผลย้อนหลังไปใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 แจ้งให้ ก.ท.จ. ทุกแห่ง ออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์การสอบแข่งขันพนักงานเทศบาลขึ้นใหม่ ในการนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ยังได้ออกประกาศลงวันที่ 11 เมษายน 2549 ยกเลิกประกาศคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัด บุรีรัมย์ฯ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2547 ซึ่งมีความเกี่ยวพันโดยตรงกับมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 แม้ว่าผู้ฟ้องคดีจะมิได้มีคำขอมาโดยชัดแจ้งให้ศาลปกครองพิพากษาเพิกถอนด้วย ก็ตาม แต่พอจะอนุมานได้ว่า ผู้ฟ้องคดีมีคำขอมาโดยปริยายว่าขอให้ศาลปกครองพิพากษาเพิกถอนประกาศฉบับใหม่ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ออกตามมติ เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองออกประกาศมาเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์เดิมภายหลังที่ ผู้ฟ้องคดีได้ประกาศรับสมัครสอบแข่งขันแล้ว ประกาศดังกล่าว จึงมีผลกระทบต่อการบริหารงานบุคคลของผู้ฟ้องคดีซึ่งมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ ต่อผู้สมัครสอบแข่งขันเป็นพนักงานเทศบาลตำบลหนองกี่ตามประกาศของผู้ฟ้องคดีลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2549 ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนประกาศดังกล่าว
โดยที่ประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ลงวันที่ 27 มีนาคม 2549 เป็นมาตรฐานทั่วไปที่กำหนดขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย จึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายที่มีลักษณะเป็นนิติกรรมทางปกครองที่ มีผลบังคับเป็นการทั่วไป จึงเป็นกฎ ซึ่งประกาศฉบับเดิมได้กำหนดให้มีการขอใช้บัญชีผู้สอบแข่งขันได้ของเทศบาลหนึ่ง โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือส่วนราชการอื่นได้ เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะยกเลิกมาตรฐานทั่วไป ที่กำหนดไว้เดิมและจะกำหนดมาตรฐานทั่วไปขึ้นใหม่ที่มีสาระสำคัญแตกต่างไปจาก มาตรฐานเดิมในนัยที่สำคัญ ก็จะต้องกำหนดให้มีผลใช้บังคับในอนาคตตามหลักนิติกรรมทางปกครองไม่มีผลย้อน หลัง เพื่อให้ ก.ท.จ. ต่างๆ ได้มีเวลาดำเนินการกำหนดหลักเกณฑ์ขึ้นใหม่ และให้เทศบาลต่างๆ รวมทั้งผู้ฟ้องคดีและผู้สมัครสอบแข่งขันได้มีโอกาสพิจารณาปรับตัว ให้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ทางกฎหมายที่กำหนดขึ้นใหม่ ดังนั้น ประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองที่ให้มีผลใช้บังคับย้อนหลังไปถึงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 และไม่มีบทเฉพาะกาลเพื่อรองรับการดำเนินการสอบแข่งขันที่ได้ดำเนินการมาโดย ถูกต้องตามมาตรฐานทั่วไปและหลักเกณฑ์ ที่ใช้บังคับอยู่เดิม จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ป่วยก็ต้องลาป่วย

คดีหมายเลขแดงที่ อ.87/2553 คดีหมายเลขดำที่ อ.364/2550


ผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงานเทศบาลสามัญ ตำแหน่งผู้อำนวยการกองสวัสดิการสังคม (นักบริหารงานสวัสดิการสังคม 7) เทศบาลนคร เชียงใหม่ ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง กรณีป่วยเข้ารับการรักษาตัวในสถานพยาบาล แต่เพื่อสร้างหลักฐานว่ามาปฏิบัติราชการจึงได้ให้ผู้ใต้บังคับบัญชานำสมุดลง ลายมือชื่อมาให้ผู้ฟ้องคดีลงนาม ณ สถานพยาบาล โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชา การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่ามีงานเร่งด่วนต้องปฏิบัติเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย จากน้ำท่วมจึงต้องกระทำการเช่นนั้น เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของผู้ฟ้องคดีเองจะได้ไม่ต้องเสียวันลาซึ่งอาจมี ผลกระทบต่อการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนของผู้ฟ้องคดี และในฐานะที่ผู้ฟ้องคดีเป็นข้าราชการระดับบริหารที่ต้องปกครองดูแลผู้ใต้ บังคับบัญชายิ่งเป็นการไม่สมควรที่จะประพฤติปฏิบัติเช่นนี้ที่จะให้ผู้ใต้ บังคับบัญชาเอาเยี่ยงอย่าง นอกจากนี้ การที่ผู้ฟ้องคดีไม่ยื่นใบลาป่วยตามข้อ 17 วรรคหนึ่ง ของระเบียบ ก.ท. ว่าด้วยการลาของพนักงานเทศบาล พ.ศ. 2535 จึงเป็นกรณีที่ปฏิบัติไม่ถูกต้องตามแบบธรรมเนียมปฏิบัติของทางราชการ และจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบ ก.ท. ดังกล่าว กรณีจึงถือ ได้ว่าการกระทำของผู้ฟ้องคดีเป็นการกระทำผิดวินัยฐานไม่ถือและปฏิบัติตาม ระเบียบและแบบธรรมเนียมของทางราชการอันเป็นความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงตาม มาตรา 91 แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 ประกอบกับมาตรา 5 แห่ง พ.ร.ฎ. ระเบียบพนักงานเทศบาล พ.ศ. 2519 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.ฎ.ระเบียบพนักงานเทศบาล (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2538 การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่) มีคำสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ผู้ฟ้องคดี ก็เป็นโทษสถานเบาอยู่แล้ว คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น ศาลจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้เพิกถอนมติของผู้ถูก ฟ้องคดีที่ 2 (คณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดเชียงใหม่) ที่ให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีอีกต่อไป

ป่วยก็ต้องลาป่วย

คดีหมายเลขแดงที่ อ.87/2553 คดีหมายเลขดำที่ อ.364/2550


ผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงานเทศบาลสามัญ ตำแหน่งผู้อำนวยการกองสวัสดิการสังคม (นักบริหารงานสวัสดิการสังคม 7) เทศบาลนคร เชียงใหม่ ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง กรณีป่วยเข้ารับการรักษาตัวในสถานพยาบาล แต่เพื่อสร้างหลักฐานว่ามาปฏิบัติราชการจึงได้ให้ผู้ใต้บังคับบัญชานำสมุดลง ลายมือชื่อมาให้ผู้ฟ้องคดีลงนาม ณ สถานพยาบาล โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชา การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่ามีงานเร่งด่วนต้องปฏิบัติเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย จากน้ำท่วมจึงต้องกระทำการเช่นนั้น เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของผู้ฟ้องคดีเองจะได้ไม่ต้องเสียวันลาซึ่งอาจมี ผลกระทบต่อการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนของผู้ฟ้องคดี และในฐานะที่ผู้ฟ้องคดีเป็นข้าราชการระดับบริหารที่ต้องปกครองดูแลผู้ใต้ บังคับบัญชายิ่งเป็นการไม่สมควรที่จะประพฤติปฏิบัติเช่นนี้ที่จะให้ผู้ใต้ บังคับบัญชาเอาเยี่ยงอย่าง นอกจากนี้ การที่ผู้ฟ้องคดีไม่ยื่นใบลาป่วยตามข้อ 17 วรรคหนึ่ง ของระเบียบ ก.ท. ว่าด้วยการลาของพนักงานเทศบาล พ.ศ. 2535 จึงเป็นกรณีที่ปฏิบัติไม่ถูกต้องตามแบบธรรมเนียมปฏิบัติของทางราชการ และจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบ ก.ท. ดังกล่าว กรณีจึงถือ ได้ว่าการกระทำของผู้ฟ้องคดีเป็นการกระทำผิดวินัยฐานไม่ถือและปฏิบัติตาม ระเบียบและแบบธรรมเนียมของทางราชการอันเป็นความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงตาม มาตรา 91 แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 ประกอบกับมาตรา 5 แห่ง พ.ร.ฎ. ระเบียบพนักงานเทศบาล พ.ศ. 2519 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.ฎ.ระเบียบพนักงานเทศบาล (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2538 การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่) มีคำสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ผู้ฟ้องคดี ก็เป็นโทษสถานเบาอยู่แล้ว คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น ศาลจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้เพิกถอนมติของผู้ถูก ฟ้องคดีที่ 2 (คณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดเชียงใหม่) ที่ให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีอีกต่อไป