ผลการค้นหา

วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2554

ปัญหาการตราเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่าย

คดีหมายเลขดำที่ อ. ๖๕๘/๒๕๔๙
คดีหมายเลขแดงที่   อ. ๒๗/๒๕๕๓
ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์                    
ศาลปกครองสูงสุด
                                                         วันที่   ๒๕   เดือน กุมภาพันธ์  พุทธศักราช ๒๕๕๓

           นายธนเทพ โกวิทศิริกุล              ผู้ฟ้องคดี

ระหว่าง

           นายกเทศมนตรีเมืองหนองคาย  ที่ ๑
           สภาเทศบาลเมืองหนองคาย  ที่ ๒                             ผู้ถูกฟ้องคดี





เรื่อง     คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐออกกฎโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย (อุทธรณ์คำพิพากษา)

      ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา ในคดีหมายเลขดำที่ ๘๓/๒๕๔๙ หมายเลขแดงที่ ๒๔๗/๒๕๔๙ ของศาลปกครองชั้นต้น (ศาลปกครองขอนแก่น)
    คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า  ผู้ฟ้องคดีเป็นสมาชิกสภาเทศบาลเมืองหนองคาย อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย เมื่อประมาณเดือนสิงหาคม ๒๕๔๘ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้เสนอร่างเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๙ ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้มีมติเห็นชอบด้วยเสียงข้างมากให้ตราเป็นเทศบัญญัติ ประธานสภาเทศบาลเมืองหนองคายจึงได้ส่งร่างเทศบัญญัติงบประมาณดังกล่าวไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ มท ๐๘๔๐.๔/๑๖๗๓๕ ลงวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๔๘ ถึงประธานสภาเทศบาลเมืองหนองคายแจ้งว่าไม่เห็นชอบร่างเทศบัญญัติดังกล่าว เนื่องจากได้ตั้งงบประมาณค่าใช้จ่ายงานบริหารบุคลากรไว้เกินร้อยละสี่สิบของงบประมาณรายจ่ายที่ตั้งจากฐานรายได้ไม่รวมเงินอุดหนุนและเงินกู้ ซึ่งขัดต่อมาตรา ๓๕ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงส่งคืนให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ พิจารณาดำเนินการตามมาตรา ๖๒ แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๔๖ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้มีมติในการประชุมสมัยวิสามัญ สมัยที่ ๒ ครั้งที่ ๑/๒๕๔๘ เมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๔๘ ยืนยันด้วยคะแนนเสียงน้อยกว่า ๒ ใน ๓ ของสมาชิกสภาเทศบาลเท่าที่มีอยู่ จึงทำให้ร่างเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๙ ดังกล่าวตกไป  ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้เสนอร่างเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๙ ใหม่อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในการประชุมสมัยสามัญ สมัยที่ ๔ ครั้งที่ ๒/๒๕๔๘ เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๘ วาระที่หนึ่งขั้นรับหลักการ ผู้ฟ้องคดีกับพวก รวม ๑๐ คน ได้อภิปรายว่าไม่สมควรรับหลักการแห่งร่างเทศบัญญัติงบประมาณดังกล่าว เนื่องจากได้ตั้งงบประมาณค่าใช้จ่ายงานบริหารบุคลากรไว้คิดเป็นร้อยละสี่สิบสาม ซึ่งเกินร้อยละสี่สิบของงบประมาณรายจ่าย จึงไม่ชอบและฝ่าฝืนมาตรา ๓๕ และมาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ และไม่เป็นไปตามมติของคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น (ก.ถ.) ครั้งที่ ๗/๒๕๔๖ เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๔๖ ซึ่งกำหนดให้คำนวณค่าใช้จ่ายบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจากฐานรายได้โดยไม่รวมเงินอุดหนุนและเงินกู้ ซึ่งที่ประชุมมีมติไม่รับหลักการแห่งร่างเทศบัญญัติงบประมาณด้วยคะแนนเสียง ๑๐ ต่อ ๗ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายจึงได้มีคำสั่งจังหวัดหนองคาย ที่ ๓๑๔๘/๒๕๔๘ ลงวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๔๘ แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาหาข้อยุติความขัดแย้ง กรณีสภาเทศบาลเมืองหนองคายไม่รับหลักการแห่งร่างเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๙ ตามมาตรา ๖๒ ตรี แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๔๖ ในการประชุมคณะกรรมการพิจารณาหาข้อยุติความขัดแย้งเมื่อวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๔๙ ปรากฏว่าที่ประชุมได้มีมติในเรื่องการคำนวณค่าใช้จ่ายงานบริหารบุคลากรโดยให้ถือปฏิบัติตามมติคณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล (ก.ท.) ในการประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๔๗ เมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๔๗ ที่ว่าวงเงินร้อยละสี่สิบของงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้คำนวณจากฐานรายได้ทุกประเภทและรวมถึงเงินอุดหนุนทั่วไปด้วยคะแนนเสียง ๘ ต่อ ๗ ซึ่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่า มติดังกล่าวฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จึงได้มีหนังสือลงวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๔๙ โต้แย้งมติไปยังผู้ว่าราชการ
จังหวัดหนองคาย ส่วนเรื่องที่กรรมการขอให้มีการพิจารณาหาข้อยุติโครงการที่ไม่เหมาะสมนั้น ประธานกรรมการขอให้ไปแปรญัตติที่สภาเทศบาล  หลังจากนั้น ประธานกรรมการได้ส่งร่างเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๙ ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายเพื่อส่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เสนอต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในการประชุมสมัยสามัญ สมัยที่ ๑ ครั้งที่ ๑/๒๕๔๙ เมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ ที่ประชุมได้พิจารณา
ร่างเทศบัญญัติงบประมาณดังกล่าวในวาระที่สามโดยไม่มีการพิจารณาในวาระที่สองขั้นแปรญัตติและมีมติเห็นชอบให้ตราเป็นเทศบัญญัติ และต่อมาได้มีการประกาศใช้เทศบัญญัติงบประมาณดังกล่าว ซึ่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการพิจารณาร่างเทศบัญญัติงบประมาณไม่ถูกต้องตามขั้นตอน เทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๙ ของเทศบาลเมืองหนองคาย จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
    ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ดังนี้
    ๑. กำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวไม่ให้มีการเบิกจ่ายเงินตามเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๙ ของเทศบาลเมืองหนองคาย
ไว้จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา
    ๒. เพิกถอนเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๙
ของเทศบาลเมืองหนองคาย
    ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งให้ชะลอการบังคับใช้เทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๙ ของเทศบาลเมืองหนองคาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อุทธรณ์ ซึ่งศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งที่ ๒๔๔/๒๕๔๙ กลับคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นเป็นให้ยกคำขอของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากเห็นว่าหากหลักเกณฑ์การคำนวณค่าใช้จ่ายงานบริหารบุคลากรเป็นไปตามข้ออ้างของผู้ฟ้องคดีแล้ว จะมีผลให้การตั้งงบประมาณรายจ่ายในส่วนดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายเพียงร้อยละ ๓ เท่านั้น หาได้มีผลให้รายจ่ายตามเทศบัญญัติงบประมาณไม่ชอบด้วยกฎหมายไปทั้งหมด  ดังนั้น การชะลอการบังคับใช้เทศบัญญัติงบประมาณดังกล่าวจึงเป็นปัญหาอุปสรรคต่อการบริหารงานของเทศบาลเมืองหนองคาย
    ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า  ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในฐานะนายกเทศมนตรีเมืองหนองคายเป็นเพียงผู้เสนอร่างเทศบัญญัติงบประมาณเท่านั้น มิใช่ผู้อนุมัติให้ตราเทศบัญญัติ ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีอำนาจฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้เพิกถอนเทศบัญญัติ และหลังจากร่างเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๙ ฉบับแรก เป็นอันตกไป ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงได้จัดทำร่างเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๙ ฉบับใหม่ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในการประชุมสมัยสามัญ สมัยที่ ๔ ครั้งที่ ๒/๒๕๔๘ เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๘ มีมติไม่รับหลักการด้วยคะแนนเสียง ๑๐ ต่อ ๗ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายจึงอาศัยอำนาจตามมาตรา ๖๒ ตรี แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๔๖ มีคำสั่งที่ ๓๑๔๘/๒๕๔๘ ลงวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๔๘ แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาหาข้อยุติความขัดแย้งจำนวน ๑๕ คน ประกอบด้วย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เสนอจำนวน ๗ คน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เสนอจำนวน ๗ คน และผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งประธานกรรมการอีก ๑ คน เพื่อพิจารณาหาข้อยุติความขัดแย้งโดยแก้ไขปรับปรุงหรือยืนยันสาระสำคัญในร่างเทศบัญญัตินั้น ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวได้มีมติให้ใช้แนวทางการปฏิบัติของคณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล (ก.ท.)  นอกจากนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่รับหลักการและมีการตั้งคณะกรรมการพิจารณาหาข้อยุติความขัดแย้งแล้ว คณะกรรมการย่อมมีอำนาจแก้ไขปรับปรุงร่างเทศบัญญัติงบประมาณเสมือนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้มีการแปรญัตติร่างเทศบัญญัติในวาระที่สอง ดังนั้น เมื่อคณะกรรมการดังกล่าวได้ร่วมกันพิจารณาแก้ไขปัญหาจนเป็นที่ยุติแล้วตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้นำร่างเทศบัญญัติงบประมาณเสนอต่อ
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เพื่อพิจารณาตามมาตรา ๖๒ จัตวา แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๔๖ ในวาระที่สาม โดยที่ประชุมมีมติ
ให้ตราเป็นเทศบัญญัติจำนวน ๙ เสียง ไม่เห็นชอบ ๑ เสียง งดออกเสียง ๗ เสียง และผู้ฟ้องคดีกับพวกมิได้ใช้อำนาจทักท้วง ท้วงติง ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยข้อบังคับการประชุมสภาท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๗ การตราเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๙ จึงได้ดำเนินการตามขั้นตอนกระบวนการที่กฎหมายกำหนดโดยชอบแล้ว
    ศาลปกครองชั้นต้นได้มีคำสั่งเรียกสภาเทศบาลเมืองหนองคายเข้ามาเป็นผู้ถูกฟ้องคดีร่วมกับนายกเทศมนตรีเมืองหนองคาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยกำหนดให้สภาเทศบาลเมืองหนองคายเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒
    ศาลปกครองชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า  การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เสนอร่างเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๙ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการบริหารงานบุคลากรที่ตั้งจ่ายไม่ได้รวมเงินอุดหนุน สามารถคำนวณค่าใช้จ่ายในการบริหารงานบุคลากรเป็นอัตราร้อยละ ๓๗.๑๖ ของเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๙ ซึ่งไม่สูงกว่าร้อยละสี่สิบของเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี จึงเห็นว่าการเสนอร่างเทศบัญญัติงบประมาณโดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการบริหารงานบุคลากรเป็นไปโดยชอบตามมาตรา ๓๕ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาหาข้อยุติความขัดแย้งมีมติให้ถือตามมติของคณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล (ก.ท.) ซึ่งให้รวมเงินอุดหนุนทั่วไปมาตั้งเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้นั้น เห็นว่าเป็นไปโดยชอบแล้ว  สำหรับการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาหาข้อยุติความขัดแย้ง นั้น เมื่อประธานกรรมการมิได้จัดให้มีการแก้ไขปรับปรุงหรือยืนยันสาระสำคัญในร่างเทศบัญญัติในประเด็นการปรับลดโครงการ ลดรายจ่าย หรือ
ลดจำนวนเงินตามที่สมาชิกสภาเทศบาลเคยตั้งประเด็นไว้ และกรรมการได้เสนอให้มีการพิจารณาในประเด็นดังกล่าว ทั้งยังปรากฏว่าประธานกรรมการแจ้งให้นำประเด็นดังกล่าวไปประชุมต่อในสภาเทศบาล โดยรับว่าตนจะเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดให้กำชับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อีกครั้งหนึ่ง กรณีจึงถือมิได้ว่าคณะกรรมการพิจารณาหาข้อยุติความขัดแย้งได้ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างครบถ้วน อันมีผลทำให้การพิจารณาหาข้อยุติความขัดแย้งไม่ครบถ้วนสมบูรณ์  นอกจากนี้ คดียังมีปัญหาที่จะพิจารณาว่ากระบวนการในการพิจารณาร่างเทศบัญญัติงบประมาณเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การพิจารณาแก้ไขร่างเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๙ ในส่วนของโครงการที่ไม่จำเป็น ประธานกรรมการพิจารณาหาข้อยุติความขัดแย้งให้ไปพิจารณาในขั้นแปรญัตติ แต่เมื่อมีการส่งร่างเทศบัญญัติดังกล่าวคืนมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กลับนำเข้าพิจารณาวาระที่สามเลยทันทีนั้น แม้ผู้ฟ้องคดีและสมาชิกสภาเทศบาลเมืองหนองคายจะไม่รับหลักการเพราะเหตุค่าใช้จ่ายการบริหารงานบุคลากรฝ่าฝืนต่อกฎหมายโดยไม่ได้กล่าวถึงโครงการที่ไม่จำเป็น ก็เห็นว่า ขั้นตอนดังกล่าวอยู่ในขั้นการแปรญัตติมิได้อยู่ในขั้นรับหลักการ  ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กำหนดให้ที่ประชุมลงมติในวาระที่สามไปเลยทีเดียว และสมาชิกสภาเทศบาลเมืองหนองคายเสียงส่วนน้อยได้ทักท้วงว่าเป็นการประชุมที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายแล้ว การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อหลักการรับฟังเสียงส่วนน้อย อันเป็นหลักการหนึ่งในหลักประชาธิปไตย จึงเห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ พิจารณาร่างเทศบัญญัติงบประมาณโดยไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยข้อบังคับการประชุมสภาท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๗ การประชุมของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และการลงมติให้ตราเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๙ ของเทศบาลเมืองหนองคาย จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ
พ.ศ. ๒๕๔๙ ของเทศบาลเมืองหนองคาย โดยให้มีการประกาศผลแห่งคำพิพากษาดังกล่าวในราชกิจจานุเบกษา เมื่อคดีถึงที่สุด
    ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อุทธรณ์ว่า  ในการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาหาข้อยุติความขัดแย้ง คณะกรรมการสามารถดำเนินการได้ทั้งการพิจารณาแก้ไขปรับปรุงสาระสำคัญหรือยืนยันสาระสำคัญโดยมิต้องทำการแก้ไขปรับปรุงสาระสำคัญในร่างเทศบัญญัตินั้นได้ ตามมาตรา ๖๒ ตรี วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๔๖  ดังนั้น เมื่อคณะกรรมการได้มีมติ
ในประเด็นที่หนึ่งโดยให้ถือตามมติ ก.ท. ในการพิจารณาตั้งงบประมาณค่าใช้จ่าย
ในการบริหารงานบุคลากร ส่วนประเด็นที่สอง การพิจารณาแก้ไขร่างเทศบัญญัติงบประมาณในส่วนของโครงการที่ไม่จำเป็น ประธานกรรมการได้ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒
ไปพิจารณาในขั้นแปรญัตติ กรณีจึงถือได้ว่าการพิจารณาของคณะกรรมการได้ยืนยันสาระสำคัญในร่างเทศบัญญัติดังกล่าวเป็นไปตามเจตนารมณ์และความประสงค์ของกฎหมายแล้ว ส่วนการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งมีผู้ฟ้องคดีรวมอยู่ด้วยได้มีมติในการประชุมเมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ เห็นชอบให้ตราเป็นเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๙ จึงถือได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้พิจารณาร่างเทศบัญญัติงบประมาณดังกล่าวแล้วเสร็จ ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าในการพิจารณาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดังกล่าวเป็นการลงมติในวาระที่สามโดยมิได้มีการพิจารณาในวาระที่สองนั้น เห็นว่า ตามมาตรา ๖๒ ตรี และมาตรา ๖๒ จัตวา แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๔๖ เป็นบทบัญญัติที่กำหนดไว้ในกรณีที่สภาเทศบาลไม่รับหลักการแห่งร่างเทศบัญญัติงบประมาณในวาระที่หนึ่งโดยกำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาหาข้อยุติความขัดแย้งระหว่าง
ผู้เสนอร่างเทศบัญญัติกับสภาเทศบาลผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบร่างเทศบัญญัติ ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวประกอบด้วยสมาชิกสภาเทศบาล ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เสนอรวม ๗ คน และบุคคลอื่นที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสภาเทศบาล ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เสนออีก ๗ คน โดยมีประธานกรรมการซึ่งมิได้เป็นนายกเทศมนตรี รองนายกเทศมนตรี เลขานุการนายกเทศมนตรี ที่ปรึกษานายกเทศมนตรี และมิได้เป็นสมาชิกสภาเทศบาล การที่กฎหมายกำหนดให้มีคณะกรรมการชุดดังกล่าว จึงเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไขไว้เป็นกรณีพิเศษสำหรับแก้ไขปัญหาในกรณีดังกล่าว โดยให้อำนาจคณะกรรมการที่จะทำการแก้ไขหรือปรับปรุงสาระสำคัญในร่างเทศบัญญัตินั้น หรือหากมิได้มีการแก้ไขปรับปรุงร่างเทศบัญญัติดังกล่าวก็อาจจะยืนยันสาระสำคัญในร่างเทศบัญญัตินั้น อันเป็นการยืนยันหลักการสาระสำคัญของร่างเทศบัญญัติที่ได้เสนอต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในวาระที่หนึ่ง  ดังนั้น เมื่อคณะกรรมการได้พิจารณาโดยมีมติยืนยันสาระสำคัญในร่างเทศบัญญัติตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เสนอ
จึงไม่จำเป็นต้องพิจารณาแก้ไขหรือปรับปรุงงบประมาณในการดำเนินโครงการแต่อย่างใด ถือเสมือนว่าร่างเทศบัญญัติดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณาในวาระที่สองขั้นแปรญัตติ
ซึ่งต่างกับการพิจารณาร่างเทศบัญญัติในกรณีปกติที่จำเป็นจะต้องพิจารณาครบทั้งสามวาระ  ดังนั้น แม้ในการประชุมของคณะกรรมการ ประธานกรรมการได้แจ้งให้ไปพิจารณาเกี่ยวกับการปรับลดโครงการในที่ประชุมของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ก็ตาม แต่เมื่อที่ประชุมคณะกรรมการได้พิจารณายืนยันสาระสำคัญในร่างเทศบัญญัติดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การพิจารณาของคณะกรรมการย่อมเป็นที่ยุติไม่จำเป็นต้องพิจารณาวาระที่สองอีก ประกอบกับในการพิจารณาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในร่างเทศบัญญัติฉบับแรก ผู้ฟ้องคดีกับพวกได้แปรญัตติในวาระที่สอง
โดยลดงบประมาณรายจ่ายตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ตั้งงบประมาณไว้ มีผลให้สัดส่วนงบประมาณเกี่ยวกับการบริหารงานบุคลากรเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้  ดังนั้น แม้ในการพิจารณาร่างเทศบัญญัติฉบับหลังซึ่งผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการแล้ว หากต้องมีการพิจารณาในวาระที่สองตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้าง ผู้ฟ้องคดีกับพวกก็อาจพิจารณาปรับงบประมาณรายจ่ายให้ลดลงจนทำให้งบประมาณเกี่ยวกับการบริหารบุคลากรเกินกว่าที่กฎหมายได้กำหนดไว้อีกครั้ง กรณีปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผู้เสนอร่างเทศบัญญัติกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โดยเฉพาะผู้ฟ้องคดีกับพวกก็ไม่เป็นที่สิ้นสุด และหากร่างเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีไม่สามารถนำมาใช้ได้ ย่อมเกิดปัญหาในการปฏิบัติหน้าที่
ของเทศบาลเมืองหนองคาย และเกิดความเสียหายแก่ประชาชน  ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้มีการประชุมในวาระที่สามและมีมติเห็นชอบร่างเทศบัญญัติฉบับดังกล่าว การพิจารณาร่างเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๙ จึงเป็นการพิจารณา
ที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว  ขอให้ศาลปกครองสูงสุดพิพากษากลับคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นเป็นยกคำฟ้องของผู้ฟ้องคดี
    ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ อุทธรณ์ว่า  การที่คณะกรรมการพิจารณาหาข้อยุติความขัดแย้งได้มีมติให้ถือตามมติ ก.ท. ในการตั้งงบประมาณรายจ่ายเกี่ยวกับการบริหารบุคลากร
จึงเป็นการยืนยันการตั้งงบประมาณรายจ่ายตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เสนอ ซึ่งเป็นสาระสำคัญ
ในร่างเทศบัญญัติจึงถือได้ว่าการพิจารณาของคณะกรรมการเป็นไปตามเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ที่กฎหมายได้กำหนดไว้แล้ว และการที่มิได้มีการพิจารณาในวาระที่สองนั้น เนื่องจากเป็นการพิจารณาร่างเทศบัญญัติในกรณีไม่ปกติโดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาหาข้อยุติความขัดแย้ง ตามมาตรา ๖๒ ตรี แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๔๖ ต่างกับการพิจารณาร่างเทศบัญญัติในกรณีปกติที่จำเป็นต้องพิจารณาครบทั้งสามวาระ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ก็ได้ปฏิบัติตามหนังสือ
ตอบข้อหารือของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น  ฉะนั้น การพิจารณาร่างเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๙ จึงเป็นการพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมาย
ขอให้ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น
    ผู้ฟ้องคดีแก้อุทธรณ์ว่า  การที่ประธานกรรมการพิจารณาหาข้อยุติความขัดแย้งไม่เปิดโอกาสให้พิจารณาในประเด็นเกี่ยวกับการปรับลดโครงการ ลดรายจ่าย หรือลดจำนวนเงินตามที่สมาชิกสภาเทศบาลเคยตั้งประเด็นไว้ พร้อมทั้งให้นำประเด็นดังกล่าว
ไปประชุมต่อในที่ประชุมของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โดยรับว่าตนจะเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดให้กำชับ
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อีกครั้งหนึ่ง นั้น กรณีจึงถือได้ว่าคณะกรรมการได้ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย เนื่องจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒
มีมติไม่รับหลักการในวาระที่หนึ่งจึงต้องมีการตั้งคณะกรรมการพิจารณาหาข้อยุติความขัดแย้ง
การดำเนินการของคณะกรรมการเพื่อให้ทบทวนวาระที่หนึ่งขั้นรับหลักการ ประกอบกับกฎหมายหรือระเบียบก็ไม่ได้กำหนดว่าคณะกรรมการมีอำนาจกระทำได้เช่นเดียวกับคณะกรรมการแปรญัตติ  ดังนั้น เมื่อรับหลักการแล้วจึงต้องเข้าสู่วาระที่สองเพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกสภาเทศบาลได้ทำหน้าที่ตามมาตรา ๑๗ มาตรา ๑๘ และมาตรา ๖๒ จัตวา วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๔๖ การที่
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ นำร่างเทศบัญญัติเข้าพิจารณาในวาระที่สามทันที จึงขัดต่อหลักการประชุม
ร่างเทศบัญญัติงบประมาณที่จะต้องพิจารณาตามวาระและขั้นตอนการร่างเทศบัญญัติงบประมาณอย่างเคร่งครัด  ทั้งนี้ เนื่องจากการแปรญัตติเป็นวาระสำคัญที่สมาชิกสภาเทศบาล
ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนในท้องถิ่นจะได้พิจารณาแผนงาน โครงการ กิจกรรม การขอใช้จ่ายเงินของผู้บริหารเทศบาลว่าเป็นไปโดยสมเหตุสมผลและเหมาะสมหรือไม่ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนในท้องถิ่นนั้น ส่วนที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อ้างว่าหากต้องให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ พิจารณาในวาระที่สอง ผู้ฟ้องคดีกับพวกอาจพิจารณาปรับงบประมาณรายจ่ายให้ลดลงจนทำให้งบประมาณเกี่ยวกับการบริหารงานบุคลากรเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้อีกครั้งหนึ่ง กรณีความขัดแย้งก็จะไม่สิ้นสุดนั้นเป็นเหตุผลที่ไม่ถูกต้อง โดยหากผู้ฟ้องคดีกับพวกดำเนินการจริงตามที่กล่าวอ้าง ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะผู้กำกับดูแลย่อมใช้อำนาจตามมาตรา ๖๒ จัตวา แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๔๖ เสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งให้ยุบสภาได้อยู่แล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่สมาชิกสภาไม่พึงปรารถนา ที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๙ ของเทศบาลเมืองหนองคายถูกต้องแล้ว

    ศาลปกครองสูงสุดออกนั่งพิจารณาคดี โดยได้รับฟังสรุปข้อเท็จจริงของ
ตุลาการเจ้าของสำนวน และคำชี้แจงด้วยวาจาประกอบคำแถลงการณ์ของตุลาการผู้แถลงคดี
    ศาลปกครองสูงสุดได้ตรวจพิจารณาเอกสารทั้งหมดในสำนวนคดี กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ฯลฯ ที่เกี่ยวข้องประกอบแล้ว
    ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า  ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้เสนอร่างเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๙ ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีมติ
ให้ตราเป็นเทศบัญญัติ แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายไม่เห็นชอบด้วยตามหนังสือ
ด่วนที่สุด ที่ มท ๐๘๔๐.๔/๑๖๗๓๕ ลงวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๔๘ เพราะตั้งงบประมาณรายจ่าย
ค่าบริหารงานบุคลากรเกินร้อยละสี่สิบของงบประมาณรายจ่ายที่ตั้งจ่ายจากฐานรายได้
ไม่รวมเงินอุดหนุนและเงินกู้ซึ่งขัดกับมาตรา ๓๕ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายจัดส่งร่างเทศบัญญัติดังกล่าวคืนไปยังผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ยืนยันตามร่างเดิมด้วยคะแนนเสียงน้อยกว่าสองในสามของสมาชิกสภาเทศบาลเมืองหนองคายเท่าที่มีอยู่เป็นผลให้ร่างเทศบัญญัติดังกล่าวเป็นอันตกไป ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงได้จัดทำร่างเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๙ ฉบับใหม่ เสนอต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในการประชุมสมัยสามัญ สมัยที่ ๔ ครั้งที่ ๒/๒๕๔๘ เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๘ ได้พิจารณาวาระที่หนึ่งขั้นรับหลักการแล้วมีมติไม่รับหลักการด้วยคะแนนเสียง ๑๐ ต่อ ๗ เนื่องจากเห็นว่า การตั้งงบประมาณค่าใช้จ่ายในการบริหารงานบุคลากรฝ่าฝืนต่อมาตรา ๓๕ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายจึงได้มีคำสั่งที่ ๓๑๔๘/๒๕๔๘ ลงวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๔๘ แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาหาข้อยุติความขัดแย้ง ตามมาตรา ๖๒ ตรี แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๔๖ ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวในการประชุมเมื่อวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๔๙ ได้พิจารณาประเด็นหาข้อยุติความขัดแย้งรวม ๒ ประเด็น โดยในประเด็นที่หนึ่ง ที่ประชุมได้มีมติให้ถือตามมติ ก.ท. ที่ให้คำนวณจากฐานรายได้ทุกประเภทและรวมถึงเงินอุดหนุนทั่วไป และประเด็นที่สอง
การพิจารณาแก้ไขร่างเทศบัญญัติในส่วนของโครงการที่ไม่จำเป็น ประธานกรรมการให้ไปพิจารณาในที่ประชุมของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในขั้นแปรญัตติ  ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในการประชุมสมัยสามัญ สมัยที่ ๑ ครั้งที่ ๑/๒๕๔๙ เมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ ได้พิจารณาร่างเทศบัญญัติงบประมาณในวาระที่สาม โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ตราเป็นเทศบัญญัติด้วยคะแนนเสียง ๙ เสียง ไม่เห็นชอบ ๑ เสียง และงดออกเสียง ๗ เสียง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเสนอร่างเทศบัญญัติดังกล่าวต่อผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายเพื่อให้ความเห็นชอบ เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายได้ให้ความเห็นชอบแล้วผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงได้ประกาศใช้เทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๙ ฉบับดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การจัดทำเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๙ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง
    คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยเพียงประเด็นเดียวว่า เทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๙ ของเทศบาลเมืองหนองคาย ออกโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
    พิเคราะห์แล้วเห็นว่า  โดยที่ตามมาตรา ๖๒ ตรี วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๔๖ บัญญัติว่า ในกรณีที่สภาเทศบาลไม่รับหลักการแห่งร่างเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี
หรือเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดตั้งคณะกรรมการคณะหนึ่งประกอบด้วยกรรมการจำนวนสิบห้าคน เพื่อพิจารณาหาข้อยุติความขัดแย้ง โดยแก้ไข ปรับปรุง หรือยืนยันสาระสำคัญในร่างเทศบัญญัตินั้น  ทั้งนี้ ให้ยึดถือหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้องตลอดจนประโยชน์ของท้องถิ่นและประชาชนเป็นสำคัญ ประกอบกับข้อ ๔๕ วรรคหนึ่ง ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยข้อบังคับการประชุมสภาท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๗ กำหนดว่า ญัตติร่างข้อบัญญัติที่ประชุมสภาท้องถิ่นต้องพิจารณาเป็นสามวาระ แต่ที่ประชุมสภาท้องถิ่นจะอนุมัติให้พิจารณาสามวาระรวดเดียวก็ได้  วรรคสาม กำหนดว่า ญัตติร่างข้อบัญญัติงบประมาณจะพิจารณาสามวาระรวดเดียวไม่ได้ และในการพิจารณาวาระที่สอง ให้กำหนดระยะเวลาเสนอคำแปรญัตติไว้ไม่น้อยกว่ายี่สิบสี่ชั่วโมงนับแต่สภาท้องถิ่นมีมติรับหลักการแห่งร่างข้อบัญญัติงบประมาณนั้น  และข้อ ๔ กำหนดบทนิยามคำว่า “สภาท้องถิ่น” หมายความว่า สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด สภาเทศบาล และสภาองค์การบริหารส่วนตำบล  “ ข้อบัญญัติงบประมาณ ” หมายความว่า... เทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีและเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมสำหรับเทศบาล  เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้เสนอร่างเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๙ ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีมติให้ตราเป็นเทศบัญญัติ แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายไม่เห็นชอบด้วยเนื่องจากได้ตั้งงบประมาณค่าใช้จ่ายในการบริหารงานบุคลากรเกินร้อยละสี่สิบของงบประมาณรายจ่ายที่ตั้งจ่ายจากฐานรายได้ไม่รวมเงินอุดหนุนและเงินกู้ ซึ่งขัดกับมาตรา ๓๕ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ยืนยันตามร่างเดิมด้วยคะแนนเสียงน้อยกว่าสองในสามของสมาชิกสภาเทศบาลเมืองหนองคายเท่าที่มีอยู่ ร่างเทศบัญญัติดังกล่าวเป็นอันตกไป ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงได้จัดทำร่างเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๙ ฉบับใหม่ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในการประชุมสมัยสามัญ สมัยที่ ๔ ครั้งที่ ๒/๒๕๔๘ เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๘ ที่ประชุมได้พิจารณาในวาระที่หนึ่ง ขั้นรับหลักการแล้วมีมติไม่รับหลักการด้วยคะแนนเสียง ๑๐ ต่อ ๗ เนื่องจากเห็นว่าได้ตั้งงบประมาณเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารงานบุคลากรเกินร้อยละสี่สิบอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๓๕ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายจึงได้มีคำสั่ง ที่ ๓๑๔๘/๒๕๔๘ ลงวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๔๘ แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาหาข้อยุติความขัดแย้ง ตามมาตรา ๖๒ ตรี แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๔๖ ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวในการประชุมเมื่อวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๔๙ ได้พิจารณาประเด็นหาข้อยุติความขัดแย้ง รวม ๒ ประเด็น โดยในประเด็นที่หนึ่ง มีมติให้ถือตามมติคณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล (ก.ท.) ที่ให้คำนวณจากฐานรายได้ทุกประเภทและรวมถึงเงินอุดหนุนทั่วไป ส่วนประเด็นที่สอง การพิจารณาแก้ไขร่างเทศบัญญัติในส่วนของโครงการที่ไม่จำเป็น ประธานกรรมการได้ให้ไปพิจารณาในที่ประชุมของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในขั้นแปรญัตติ ต่อมา
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในการประชุมสมัยสามัญ สมัยที่หนึ่ง ครั้งที่ ๑/๒๕๔๙ เมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ ได้พิจารณาร่างเทศบัญญัติงบประมาณในวาระที่สามโดยไม่มีการพิจารณาในวาระที่สองขั้นแปรญัตติ และที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ตราเป็นเทศบัญญัติด้วยคะแนนเสียง ๙ เสียง
ไม่เห็นชอบ ๑ เสียง งดออกเสียง ๗ เสียง ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายได้พิจารณาเห็นชอบด้วยแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงได้ประกาศใช้เทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๙ ฉบับดังกล่าว นั้น เห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่รับหลักการแห่งร่างเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๙ และผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาหาข้อยุติความขัดแย้ง ซึ่งตามมาตรา ๖๒ ตรี วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๔๖ ให้คณะกรรมการดังกล่าวมีอำนาจแก้ไขปรับปรุงหรือยืนยันสาระสำคัญในร่างเทศบัญญัติ อำนาจในการดำเนินการของคณะกรรมการจึงเป็นเพียงการพิจารณาทบทวนหลักการแห่งร่างเทศบัญญัติงบประมาณเท่านั้น มิใช่เป็นการพิจารณาในวาระที่สองขั้นแปรญัตติแต่อย่างใด เนื่องจากในการพิจารณาในวาระที่สองขั้นแปรญัตติ มีหลักเกณฑ์เงื่อนไขที่กำหนดไว้ให้สมาชิกสภาเทศบาลที่เข้าร่วมพิจารณาร่างเทศบัญญัติไว้โดยเฉพาะเช่นการเสนอขอลดรายจ่ายหรือการขอลดจำนวนเงินที่ขออนุญาตจ่าย และห้ามไม่ให้แปรญัตติรายจ่ายขึ้นใหม่หรือเพิ่มเติมรายจ่ายหรือเปลี่ยนแปลงความประสงค์ของจำนวนเงินที่อนุมัติจ่าย เว้นแต่จะได้รับคำรับรองจากผู้บริหารเทศบาลและในการพิจารณาร่างเทศบัญญัติวาระที่สอง ให้ปรึกษาเรียงตามลำดับข้อเฉพาะที่มีการแปรญัตติหรือที่คณะกรรมการแปรญัตติแก้ไขเท่านั้น เว้นแต่ที่ประชุมสภาจะได้มีมติเป็นอย่างอื่น ตามข้อ ๕๑ ข้อ ๕๙ และข้อ ๖๐ ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยข้อบังคับการประชุมสภาท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๗  ดังนั้น การพิจารณาในวาระที่สองขั้นแปรญัตติจึงเป็นการพิจารณา
ในรายละเอียดของงบประมาณรายจ่ายของแต่ละรายการที่ตั้งจ่ายไว้ มิใช่เป็นเพียงการพิจารณาปรับปรุงหรือยืนยันสาระสำคัญในร่างเทศบัญญัติเท่านั้น ส่วนการพิจารณาในวาระที่สาม ไม่มีการอภิปรายเว้นแต่ที่ประชุมสภาเทศบาลจะได้ลงมติให้มีการอภิปรายถ้ามีเหตุอันสมควร โดยการประชุมในวาระนี้ให้ที่ประชุมสภาเทศบาลลงมติว่าจะให้ตราเป็นเทศบัญญัติหรือไม่เท่านั้น ตามข้อ ๕๒ ของระเบียบดังกล่าว  ดังนั้น การที่คณะกรรมการพิจารณาหาข้อยุติความขัดแย้ง
ได้พิจารณามีมติแล้วส่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ พิจารณาต่อไป ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงต้องนำร่างเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๙ เข้าสู่วาระที่สอง ตามนัยข้อ ๔๕ ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยข้อบังคับการประชุมสภาท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๗
แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กลับนำร่างเทศบัญญัติงบประมาณมาลงมติในวาระที่สามว่าจะให้ตราเป็นเทศบัญญัติหรือไม่ โดยไม่มีการพิจารณาในวาระที่สองขั้นแปรญัตติ จึงเป็นการดำเนินการ
ที่ไม่เป็นไปตามขั้นตอนอันเป็นสาระสำคัญในการจัดทำร่างเทศบัญญัติงบประมาณ  ดังนั้น การตราเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๙ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ส่วนที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อ้างว่า หากต้องให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไปพิจารณาในวาระที่สองอีก
ผู้ฟ้องคดีกับพวกอาจปรับลดงบประมาณรายจ่ายให้ลดลงทำให้งบประมาณค่าใช้จ่ายงานบริหารบุคลากรเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้อีกครั้งหนึ่ง กรณีความขัดแย้งก็จะไม่สิ้นสุดนั้น เห็นว่า ข้ออ้างดังกล่าวเป็นการคาดเดาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งหากเป็นจริงตามที่กล่าวอ้างและร่างเทศบัญญัตินั้นตกไป ย่อมเป็นหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายตามมาตรา ๖๒ จัตวา แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๔๖ ที่จะเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้มีคำสั่งยุบสภาเทศบาล ข้ออ้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงไม่อาจรับฟังได้  ที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๙ ของเทศบาลเมืองหนองคาย โดยให้มีการประกาศผลแห่งคำพิพากษาดังกล่าวในราชกิจจานุเบกษา เมื่อคดีถึงที่สุด นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย
    พิพากษายืน

นายปรีชา  ชวลิตธำรง                          ตุลาการเจ้าของสำนวน
ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด

นายชาญชัย  แสวงศักดิ์
ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

นายวรพจน์  วิศรุตพิชญ์
ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

นายวิษณุ  วรัญญู
ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

นายวราวุธ  ศิริยุทธ์วัฒนา
ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

                                               ตุลาการผู้แถลงคดี  :  นายบุญอนันต์  วรรณพาณิชย์



วันที่อ่าน ๙ เมษายน ๒๕๕๓
ธนวรรณ  :  ผู้พิมพ์

วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2554

หลักเกณฑ์การสอบแข่งขันขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใหม่

รายละเอียดอ่านชัดๆที่นี่


อ่านรายละเอียดชัดๆได้ที่นี่ http://www.thailocaladmin.go.th/upload/document/type2/2011/9/9675_1.pdf

การพิจารณาวุฒิการศึกษาต้องดูว่าเรียนด้านไหน

 คดีหมายเลขดำที่        อ.๒๔๙/๒๕๔๘
 คดีหมายเลขแดงที่    อ.๔๘/๒๕๕๒                                                                                                                                                                                                                                   
  ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์
                                                                     ศาลปกครองสูงสุด
                                                  วันที่  ๒๗  เดือน กุมภาพันธ์  พุทธศักราช ๒๕๕๒

เรื่อง  คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
     (อุทธรณ์คำพิพากษา)


         ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ ๒๐/๒๕๔๗ หมายเลขแดงที่ ๖๙/๒๕๔๘ ของศาลปกครองชั้นต้น
(ศาลปกครองขอนแก่น)
          คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องและแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีจบวุฒิวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเอกสถิติประยุกต์ จากสถาบันราชภัฏอุดรธานี และจบวุฒิการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพครู คณะครุศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยวิทยาเขตหนองคาย ได้สมัครสอบแข่งขันในตำแหน่งอาจารย์ ๑ ระดับ ๓ ครูปฏิบัติการสอนคณิตศาสตร์ โดยสอบแข่งขันได้ลำดับที่ ๒๑ ตามประกาศเทศบาลเมืองกระทุ่มแบน เรื่อง ประกาศบัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นพนักงานครูเทศบาล ประจำปี ๒๕๔๕ ลงวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๔๕ ต่อมาสำนักงานเทศบาลเมืองกระทุ่มแบน
ได้มีหนังสือ ที่ สค ๕๒๑๐๕/๑๒๘๖ ลงวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๔๖ แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ตอบข้อหารือของเทศบาลเมืองกระทุ่มแบน แจ้งตามหนังสือสำนักงาน ก.ท.จ.สมุทรสาคร ที่ มท ๐๘๗๖.๑/๘๒๗ ลงวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๔๖ เรื่อง หารือ
วุฒิการศึกษาผู้สอบแข่งขันได้ ว่าไม่สามารถบรรจุและแต่งตั้งผู้ฟ้องคดีให้เป็นพนักงานครูเทศบาลในตำแหน่งอาจารย์ ๑ ระดับ ๓ ครูปฏิบัติการสอนคณิตศาสตร์ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะการพิจารณาวุฒิการศึกษาดังกล่าวไม่เป็นสาระสำคัญ การพิจารณาควรคำนึงถึงหลักสูตรเนื้อหาวิชาที่เรียนมากกว่า เพราะเนื้อหาวิชาเรียนทางด้านวิทยาศาสตร์เป็นวิชาเดียวกันกับด้านการศึกษา เพียงแต่ไม่ได้มีวิชาครูซึ่งเป็นวิชาชีพทางด้านการศึกษา แต่ผู้ฟ้องคดีก็ได้ศึกษาวิชาครูเพิ่มเติมแล้ว ซึ่งเป็นวิชาชีพทางด้านการศึกษา อีกทั้ง มีผู้ที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้เป็นพนักงานครูเทศบาลของผู้ที่มี
วุฒิการศึกษาเดียวกันที่สอบแข่งขันได้ที่เทศบาลแห่งอื่น เช่น เทศบาลนครขอนแก่น เป็นต้น ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือลงวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๔๖ ถึงอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเพื่อขอให้ตรวจสอบการหารือดังกล่าว ผลการตรวจสอบผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ยืนยันตามหนังสือ ที่ มท ๐๘๐๙.๓/๑๓๘๒ ลงวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๔๖ และผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือลงวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๔๖ ถึงนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองกระทุ่มแบน เพื่ออุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว
แต่จนกระทั่งถึงปัจจุบันยังไม่ได้รับแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ ผู้ฟ้องคดีได้รับ
ความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กระทำการอันเป็นการผิดขั้นตอน
ของการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร กล่าวคือ ประกาศบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิสอบแข่งขันและบัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ในการสอบบรรจุและแต่งตั้งเป็นพนักงานครูเทศบาล
ประจำปี ๒๕๔๕ โดยอ้างว่า กำลังตรวจสอบคุณสมบัติกับ ก.ท. ทั้ง ๆ ที่ได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติมาแล้ว แต่กลับละเว้นการบรรจุแต่งตั้งผู้ฟ้องคดีตามประกาศลงวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๔๕ ซึ่งผู้ฟ้องคดีสอบได้ในลำดับที่ ๒๑ ส่วนการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่หารือไปยังผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และสำนักงาน ก.ค. สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ แล้วมีหนังสือสั่งไปยังผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพื่อวินิจฉัยว่าผู้ฟ้องคดีไม่มีคุณสมบัตินั้น เป็นการหารือที่ยังหาข้อยุติ

ไม่ได้ชัดเจน และยังไม่เกิดความเป็นธรรมกับผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ วินิจฉัยว่า
วุฒิการศึกษาของผู้ฟ้องคดีไม่ตรงกับตำแหน่งพนักงานครูเทศบาลและเมืองพัทยา (ปริญญาวิชาชีพเฉพาะทาง) ซึ่งสาขาวิชาเอกจะต้องตรงตามที่ประกาศรับสมัครสอบแข่งขันไว้เท่านั้น แต่ปรากฏว่าเทศบาลนครขอนแก่นซึ่งจัดให้มีการสอบพนักงานครูเทศบาลจากผู้ซึ่งมี
วุฒิการศึกษาและจบจากสถาบันเดียวกันกับผู้ฟ้องคดียังได้รับการบรรจุแต่งตั้งคือ
นายทองแดง  นาหนองตูม ซึ่งจบจากสถาบันราชภัฏอุดรธานี ปริญญาวิทยาศาสตรบัณฑิต โปรแกรมวิชาสถิติประยุกต์ ได้รับการบรรจุให้ดำรงตำแหน่งอาจารย์ ๑ ระดับ ๓ ณ โรงเรียนเทศบาลในสังกัดเทศบาลนครขอนแก่น ตามคำสั่งที่ ๒๒/๒๕๔๑  ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ วินิจฉัยดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นการกระทำที่เลือกปฏิบัติต่อผู้ฟ้องคดี
        ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ดังนี้
        ๑. เพิกถอนหนังสือตอบข้อหารือวุฒิการศึกษาผู้สอบแข่งขันได้ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ตามหนังสือ ที่ มท ๐๘๗๖.๑/๘๒๗ ลงวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๔๖ ซึ่งยืนยันว่าผู้ฟ้องคดี ซึ่งได้รับวุฒิวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเอกสถิติประยุกต์ จากสถาบันราชภัฏอุดรธานีสมัครสอบในตำแหน่งอาจารย์ ๑ ระดับ ๓ ครูปฏิบัติการสอนคณิตศาสตร์ เป็นผู้ไม่มีคุณสมบัติตามตำแหน่งดังกล่าว จึงไม่สามารถบรรจุและแต่งตั้งให้เป็นพนักงานครูเทศบาลในตำแหน่งดังกล่าวได้
        ๒. ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งยืนยันว่าวุฒิการศึกษาของผู้ฟ้องคดีไม่ตรงตามประกาศของเทศบาลเมืองกระทุ่มแบน ฉบับลงวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๔๖
        ๓. ขอให้เพิกถอนคำสั่งไม่บรรจุและแต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงานครูเทศบาลของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามหนังสือ ที่ สค ๕๒๑๐๕/๑๒๘๖ ลงวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๔๖
และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ สั่งบรรจุและแต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงานครูเทศบาลในตำแหน่งอาจารย์ ๑ ระดับ ๓ นับแต่วันประกาศผลสอบ
        ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า  ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้มีประกาศเทศบาล
เมืองกระทุ่มแบน เรื่อง รับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการ
เป็นพนักงานครูเทศบาล ประจำปี ๒๕๔๕ ในตำแหน่งอาจารย์ ๑ ระดับ ๓ ขั้น ๖,๓๖๐ บาท
รวม ๘ สาขาวิชา ซึ่งรวมตำแหน่งอาจารย์ ๑ ระดับ ๓ ครูปฏิบัติการสอนวิชาเอกคณิตศาสตร์ด้วย โดยได้ระบุคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งของครูปฏิบัติการสอนวิชาเอกคณิตศาสตร์ว่า
ต้องสำเร็จการศึกษาวุฒิปริญญาตรีขึ้นไปทางการศึกษา สาขาวิชาเอกคณิตศาสตร์ หรือปริญญาวิชาชีพอื่นที่เทียบได้ไม่ต่ำกว่านี้ทางคณิตศาสตร์ และปริญญาวิชาชีพอื่นที่เทียบได้ไม่ต่ำกว่านี้จะต้องเป็นวุฒิที่ ก.ท. รับรองและกำหนดไว้ให้เป็นคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งพนักงานครูเทศบาลและเมืองพัทยา แต่วุฒิการศึกษาของผู้ฟ้องคดีคือวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเอกสถิติประยุกต์ไม่ใช่สาขาวิชาเอกคณิตศาสตร์ จึงมิได้เป็นไปตามที่ระบุไว้
ในประกาศ นอกจากนี้สถาบันราชภัฏเองก็ได้มีหลักสูตรหรือวุฒิการศึกษาวิทยาศาสตรบัณฑิต วิชาเอกคณิตศาสตร์แยกต่างหากจากวิชาเอกสถิติประยุกต์ กรณีจึงมิใช่พิจารณา
จากเนื้อหาวิชาที่เรียนตามที่ผู้ฟ้องคดีเข้าใจในการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ขั้นตอนตามระเบียบและหนังสือสั่งการอย่างรอบคอบและรัดกุม
โดยคำนึงถึงความถูกต้องเป็นธรรมต่อผู้สมัครทุกคน ทั้งนี้ ตามหนังสือสำนักงาน ก.ท. ด่วนมาก ที่ มท ๐๓๑๒.๑/ว ๑๓๔๑ ลงวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๕ การที่คณะกรรมการฯ
ยังไม่พิจารณาตัดสิทธิผู้ฟ้องคดีในขณะนั้นและยังให้ปรากฏชื่อเป็นผู้มีสิทธิสอบ เนื่องจากคณะกรรมการฯ ยังไม่อาจวินิจฉัยคุณสมบัติเกี่ยวกับเรื่องวุฒิการศึกษาของผู้ฟ้องคดี
ในขณะนั้น หากตัดสิทธิผู้ฟ้องคดีแล้วเกรงว่าจะไม่เป็นธรรมต่อผู้ฟ้องคดีและผู้สมัครผู้อื่น
จึงคงให้มีชื่อในการสอบ ส่วนการทำเครื่องหมายวงกลมที่เลขประจำตัวของผู้ฟ้องคดีหรือผู้สมัครรายอื่น โดยหมายเหตุว่ากำลังตรวจสอบคุณสมบัติ ก.ท. นั้น เป็นไปตามหนังสือสำนักงาน ก.ท. ด่วนมาก ที่ มท ๐๓๑๒.๑/ว ๑๒๕๕ ลงวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๔๓ เรื่อง การสอบเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเป็นพนักงานครูเทศบาลและเมืองพัทยาประจำปี ๒๕๔๓ มิได้เป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้าง  ดังนั้น เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑
ได้พิจารณาโดยอาศัยข้อหารือจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และหนังสือสั่งการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ แล้ว จึงไม่บรรจุแต่งตั้งผู้ฟ้องคดี เนื่องจากคุณสมบัติไม่ครบถ้วน จึงเป็นการออกคำสั่ง
โดยชอบแล้ว
        ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลสั่ง ถือว่า
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยอมรับตามคำฟ้อง ต่อมาศาลสั่งให้ทำคำชี้แจงได้ความโดยสรุปว่า
ตามประกาศเทศบาลเมืองกระทุ่มแบน เรื่อง ประกาศรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นพนักงานครูเทศบาลประจำปี ๒๕๔๕ ประกาศ ณ วันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๔๕ แม้จะมีรายชื่อผู้ฟ้องคดีในลำดับที่ ๒๑ แต่ในประกาศดังกล่าว
มีข้อความว่า สำหรับผู้ที่มีเครื่องหมายวงกลมรวมถึงผู้ฟ้องคดีเป็นบุคคลที่ทางเทศบาลเมืองกระทุ่มแบนกำลังตรวจสอบคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งพนักงานครูเทศบาล หากเทศบาล
ได้ตรวจสอบพบว่าเป็นผู้ขาดคุณสมบัติก็ให้ถือว่าบุคคลนั้นขาดคุณสมบัติในการสอบและ
ไม่มีสิทธิในการรับบรรจุและแต่งตั้ง ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มิได้นิ่งนอนใจได้หารือไปยัง
ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ตามหนังสือลงวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๔๕ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาครได้มีหนังสือหารือไปยังสำนักงาน ก.ท. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ตามหนังสือ
ลงวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๔๕ และต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้ตอบหนังสือ ที่ มท ๐๘๐๙.๓/๘๖๐ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๔๕ ว่า คุณสมบัติของผู้ฟ้องคดีเป็นสาขาวิชาเอกที่ไม่ตรงกับคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งของผู้สมัครสอบเป็นพนักงานครูเทศบาล ต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาครจึงได้มีหนังสือ ด่วนมาก ที่ มท ๐๘๗๖.๑/๘๒๗ ลงวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๔๖ แจ้งมายังผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ว่าไม่สามารถบรรจุและแต่งตั้งผู้ฟ้องคดีให้เป็นพนักงานครูเทศบาล ในตำแหน่งอาจารย์ ๑ ระดับ ๓ ครูปฏิบัติการสอนคณิตศาสตร์ได้กรณีถือได้ว่า
ผู้ฟ้องคดีขาดคุณสมบัติในการสอบและไม่มีสิทธิได้รับการบรรจุแต่งตั้ง  ดังนั้น หนังสือ
ลงวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๔๖ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงมีผลผูกพันตามกฎหมายที่
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จำต้องปฏิบัติตาม และได้ออกคำสั่งปฏิเสธที่จะบรรจุผู้ฟ้องคดีโดยชอบแล้ว
        ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ให้การว่า ในกรณีของผู้ฟ้องคดีซึ่งได้รับวุฒิวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเอกสถิติประยุกต์ ไม่ใช่สาขาวิชาเอกคณิตศาสตร์ จึงต้องพิจารณาว่าสาขาวิชาเอกสถิติประยุกต์เป็นปริญญาวิชาชีพอื่นที่เทียบได้ทางคณิตศาสตร์หรือไม่ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้เทียบเคียงกับแนวทางปฏิบัติของ ก.ค. หรือ ก.พ. และเมื่อสำนักงาน ก.ค. ปฏิเสธ
การพิจารณาตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ หารือ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จึงได้พิจารณาโดยใช้การรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรวิชาชีพที่ ก.พ. รับรองไว้ว่า เป็นปริญญาหรือประกาศนียบัตรวิชาชีพทางใด ปรากฏว่า คุณวุฒิการศึกษาของผู้ฟ้องคดีตามที่สำนักงาน ก.พ. ได้รับรองไว้ ตามหนังสือ ที่ นร ๐๗๐๘/ว ๗ ลงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๓๗ เป็นปริญญาทางสถิติและทางสถิติประยุกต์ไม่ใช่ทางคณิตศาสตร์  ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ พิจารณาเกี่ยวกับวุฒิ การรับรองวุฒิการศึกษาของผู้ฟ้องคดีว่ามีคุณสมบัติไม่ตรงตามที่เทศบาลเมืองกระทุ่มแบนประกาศรับสมัครสอบแข่งขันจึงชอบแล้ว ส่วนการที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่ามีผู้จบปริญญาตรีวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเอกสถิติประยุกต์ จากสถาบันราชภัฏอุดรธานีเช่นเดียวกับ
ผู้ฟ้องคดีได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพนักงานครูเทศบาลนครขอนแก่น เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๑  ดังนั้น กรณีของผู้ฟ้องคดีจึงควรได้รับการพิจารณาบรรจุให้เป็นครูผู้ปฏิบัติการสอนคณิตศาสตร์ได้เช่นเดียวกัน นั้น กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่จะมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งในระหว่างเวลาดังกล่าวยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานทั่วไป แต่สำหรับกรณีของผู้ฟ้องคดีนั้นต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งกำหนดให้มีองค์กร
ในการบริหารงานบุคคลประกอบด้วยคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคล
ส่วนท้องถิ่น (ก.ถ.) คณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล (ก.ท.) และคณะกรรมการพนักงานเทศบาล (ก.ท.จ.)  ดังนั้น เมื่อ ก.ท. มีมติครั้งที่ ๓/๒๕๔๕ เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๕ เห็นชอบให้ ก.ท.จ. หรือเทศบาลที่ ก.ท.จ. มอบหมาย เป็นผู้ดำเนินการสอบแข่งขันตามหลักเกณฑ์การสอบแข่งขันที่ ก.ท. กำหนดไว้ รวมทั้ง ก.ท. ยังได้มอบหมายให้เลขานุการ ก.ท. เป็นผู้พิจารณาสั่งการเกี่ยวกับการสอบคัดเลือกและการสอบแข่งขันพนักงานครูเทศบาล และเป็นผู้พิจารณาเกี่ยวกับการรับรองคุณวุฒิการศึกษา รายละเอียดปรากฏตามมติของ ก.ท. ตามหนังสือ ที่ มท ๐๓๑๓.๓/ว ๑๔๒ ลงวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ กรณีมอบอำนาจให้ อ.ก.ท. เทศบาล อ.ก.ท. จังหวัด ประธาน อ.ก.ท. จังหวัด ประธาน อ.ก.ท. วิสามัญ พิจารณากำหนดตำแหน่งฯ อ.ก.ท. วิสามัญ พิจารณากำหนดตำแหน่งฯ และเลขานุการฯ ก.ท. ดำเนินการ เลขานุการ ก.ท. จึงได้มีหนังสือ ด่วนมาก
ที่ มท ๐๓๑๒.๑/ว ๑๓๔๑ ลงวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๕ เรื่อง การสอบแข่งขันเพื่อบรรจุแต่งตั้งเป็นพนักงานครูเทศบาล กำหนดแนวทางปฏิบัติในการตรวจสอบคุณวุฒิของผู้สมัครแข่งขันเพื่อบรรจุแต่งตั้งบุคคลเป็นพนักงานครูเทศบาล โดยระบุในข้อ ๓ ว่า หากผู้สมัครสอบในตำแหน่งที่ ก.ท.จ. หรือเทศบาลที่ได้รับมอบหมายจาก ก.ท.จ. ได้ประกาศ
เปิดสอบแข่งขันโดยระบุวิชาเอกไว้เป็นการเฉพาะ ให้ตรวจสอบว่าผู้นั้นสำเร็จการศึกษา
ในสาขาวิชาเอกตรงตามที่ประกาศไว้หรือไม่ ซึ่ง ก.ท.จ. และเทศบาลทุกแห่งได้ถือปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าว ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จัดส่งให้
        ผู้ฟ้องคดีคัดค้านคำให้การผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้ความโดยสรุปว่า
จากการศึกษาของผู้ฟ้องคดีทราบว่า กรุงเทพมหานครซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่นได้เคยประกาศรับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเป็นข้าราชการครู โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ ๑/๒๕๔๕ โดยมีการอ้างถึงสาขาวิชาที่ ก.ค. รับรองเป็นคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งข้าราชการครูตามประกาศดังกล่าวทั้งสิ้น ๑๙ กลุ่มวิชา ปรากฏสาขาวิชาเอกสถิติประยุกต์เป็นสาขาวิชากลุ่มเดียวกันกับกลุ่มคณิตศาสตร์ รายละเอียดปรากฏตามประกาศอนุกรรมการข้าราชการครูกรุงเทพมหานคร เรื่อง รับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเป็นข้าราชกาครูโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ ๑/๒๕๔๕  ดังนั้น ปริญญาสาขาวิชาเอกสถิติประยุกต์จึงเป็นปริญญาทางคณิตศาสตร์ตามนัยประกาศดังกล่าว การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ยืนยันว่า ปริญญาสาขาวิชาเอกสถิติประยุกต์มิใช่ปริญญาทางคณิตศาสตร์จึงไม่น่าจะชอบตามประกาศฉบับดังกล่าว และตามที่สำนักงาน ก.ค. ได้ตั้งมาตรฐานไว้ นอกจากนี้ตามประกาศรับสมัครสอบกำหนดชัดเจนว่าครูปฏิบัติการสอนคณิตศาสตร์สำเร็จการศึกษาวุฒิปริญญาตรีขึ้นไปทางการศึกษา วิชาเอกคณิตศาสตร์หรือปริญญาวิชาชีพอื่นที่เทียบได้ไม่ต่ำกว่านี้ทางคณิตศาสตร์ ซึ่งกรณีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ก็ไม่สามารถระบุได้ว่าปริญญาวิชาชีพอื่นที่เทียบได้ไม่ต่ำกว่าทางคณิตศาสตร์มีสาขาใดบ้าง
ซึ่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำว่าหรือปริญญาวิชาชีพอื่นที่เทียบได้ไม่ต่ำกว่านี้ทางคณิตศาสตร์
ย่อมแสดงให้เห็นว่ายังมีสาขาวิชาเอกอื่น ๆ ที่สามารถมีคุณสมบัติตรงตามประกาศรับสมัครสอบครูปฏิบัติการสอนคณิตศาสตร์ ซึ่งหากเทียบตามประกาศกรุงเทพมหานครดังกล่าวข้างต้นสาขาวิชาที่สำนักงาน ก.ค. รับรองไว้ในกลุ่มคณิตศาสตร์มีสาขาวิชาเอก ถึง ๑๐ ประเภท รวมสถิติประยุกต์เข้าเป็น ๑ ในสาขาวิชาคณิตศาสตร์ด้วย โดยนัยของคำว่า
ทางคณิตศาสตร์จึงน่าจะหมายถึงกลุ่มคณิตศาสตร์ตามที่สำนักงาน ก.ค. ประกาศรับรองดังที่ผู้ฟ้องคดีได้นำหลักฐานมาแสดง ผู้ฟ้องคดีจึงเห็นว่าการไม่สั่งบรรจุแต่งตั้งผู้ฟ้องคดีทั้งที่ได้รับการขึ้นบัญชีไว้แล้วจึงเป็นการจงใจที่จะละเว้นเสียจากการปฏิบัติให้เป็นไปตามประกาศฉบับดังกล่าวและถือว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ
        ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ให้การเพิ่มเติมว่า  อำนาจในการเทียบว่าปริญญา
วิชาชีพอื่นที่เทียบได้ไม่ต่ำกว่านี้เป็นอำนาจของ ก.ท. ซึ่ง ก.ท. ได้เทียบปริญญา
วิทยาศาสตรบัณฑิตสาขาวิชาเอกสถิติประยุกต์จากสถาบันราชภัฏว่าเป็นปริญญาวิชาชีพอื่นที่เทียบได้ไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการศึกษา สำหรับทางคณิตศาสตร์ ก.ท. มิได้กำหนด
การเทียบไว้ สำนักงาน ก.ท. จึงจำเป็นต้องหารือสำนักงาน ก.ค. ในการพิจารณาว่าคุณวุฒิของผู้ฟ้องคดีที่ได้รับปริญญาวิทยาศาสตรบัณฑิตสาขาสถิติประยุกต์สามารถใช้บรรจุแต่งตั้งเป็นครูผู้สอนคณิตศาสตร์ได้หรือไม่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มิได้มีเจตนาให้สำนักงาน ก.ค. วินิจฉัยคุณสมบัติเฉพาะบุคคลว่าตรงตามประกาศรับสมัครหรือไม่ ดังที่ผู้ฟ้องคดีคัดค้าน ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่ากรุงเทพมหานครได้ใช้แนวทางของ ก.ค. ในการกำหนด
๑๙ กลุ่มวิชานั้นมิใช่การกำหนดโดย ก.ค. แต่โดยคณะอนุกรรมการข้าราชการครูกรุงเทพมหานครเป็นผู้กำหนด ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไม่จำต้องถือตาม  ดังนั้น เมื่อประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มิได้กำหนดรายละเอียดสาขาวิชาอื่น ๆ ไว้ ในคำว่าทางคณิตศาสตร์ทั้ง ๆ ที่ ก.ท. ได้มีหนังสือแจ้งให้เทศบาลและเมืองพัทยาที่เปิดสอบเพื่อบรรจุบุคคลเข้าเป็นพนักงานครูเทศบาลกำหนดสาขาวิชาที่ต้องการไว้ในประกาศสอบแต่ละครั้งของเทศบาลด้วย จึงสามารถวินิจฉัยเบื้องต้นได้ว่าเทศบาลต้องการผู้ที่มีคุณวุฒิทางคณิตศาสตร์โดยตรงหรือใกล้เคียงที่สุด และหากมีปัญหาในการวินิจฉัยก็เป็นอำนาจของคณะกรรมการพนักงานเทศบาล (ก.ท.จ.) หาก ก.ท.จ. ไม่สามารถวินิจฉัยได้จะหารือกับ ก.ท. และ ก.ท. ก็จะหารือโดยเทียบเคียงกับหลักเกณฑ์ของ ก.ท. และ ก.พ. ก่อนที่จะตอบข้อหารือ นอกจากนี้ สำนักงาน ก.พ. เอง ยังได้กำหนดให้ปริญญาวิทยาศาสตรบัณฑิตของสถาบันราชภัฏ
สาขาวิชาเอกสถิติประยุกต์เป็นคุณวุฒิทางสถิติหรือสถิติประยุกต์มิใช่คณิตศาสตร์  ดังนั้น เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ฟ้องคดีแล้วปรากฏว่า มีคุณวุฒิไม่ตรงกับคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งที่ประกาศรับสมัครสอบแข่งขัน จึงเป็นการชอบที่เทศบาล
จะไม่บรรจุและแต่งตั้งผู้ฟ้องคดีได้โดยไม่ถือว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติให้เป็นไปตามประกาศรับสมัครการสอบแข่งขันดังกล่าว
        เลขาธิการ ก.ค. ทำคำชี้แจงตามที่ศาลสั่งได้ความโดยสรุปว่า ตามมาตรา ๗ (๗) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู พ.ศ. ๒๕๒๓ กำหนดให้ ก.ค. มีหน้าที่รับรองคุณวุฒิผู้ที่ได้รับปริญญาหรือประกาศนียบัตรวิชาชีพและกำหนดอัตราเงินเดือนที่ควรได้รับ แต่ ก.ค. ไม่เคยกำหนดคุณวุฒิปริญญาตรีวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสถิติประยุกต์ เทียบได้กับปริญญาวิชาชีพอื่นที่เทียบได้ไม่ต่ำกว่านี้ทางคณิตศาสตร์ แต่ ก.พ. เคยกำหนดคุณวุฒิปริญญาวิทยาศาสตรบัณฑิต วิชาเอกสถิติประยุกต์ของกรมการฝึกหัดครู (เดิม) ว่า
เป็นคุณวุฒิทางสถิติและสถิติประยุกต์ ส่วนผู้จบเอกสถิติจะมีคุณสมบัติความรู้เหมือนหรือต่างจากการจบเอกคณิตศาสตร์หรือไม่และสามารถสอนวิชาคณิตศาสตร์ระดับประถม มัธยม ได้หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากรายละเอียดของเนื้อหาในหลักสูตรการศึกษาของคุณวุฒิสาขาวิชาคณิตศาสตร์และสาขาสถิติว่าเหมือนกันหรือไม่
        มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีได้ทำคำชี้แจงตามคำสั่งศาลได้ความโดยสรุปว่า หลักสูตรสาขาวิชาเอกสถิติประยุกต์และสาขาวิชาเอกคณิตศาสตร์ของมหาวิทยาลัยทั้งสองหลักสูตรเป็นหลักสูตรที่ใกล้เคียงกันมาก เนื่องจากเป็นหลักสูตรสายคณิตศาสตร์ด้วยกัน
ทั้งสองหลักสูตร เพียงแต่สาขาวิชาเอกสถิติประยุกต์นั้นเป็นการนำเอาสาขาวิชาคณิตศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในด้านสถิติ โดยโครงสร้างหลักสูตรสาขาวิชาเอกสถิติประยุกต์มีจำนวนหน่วยกิต
รวมตลอดหลักสูตรมากกว่าสาขาวิชาเอกคณิตศาสตร์จำนวน ๓ หน่วยกิต กล่าวคือ
สาขาวิชาเอกสถิติประยุกต์มีจำนวนหน่วยกิตรวมกันตลอดหลักสูตรไม่น้อยกว่า ๑๔๖ หน่วยกิต ส่วนสาขาวิชาเอกคณิตศาสตร์นั้นมีจำนวนหน่วยกิตรวมตลอดหลักสูตรไม่น้อยกว่า
๑๔๓ หน่วยกิต โดยมีการจัดโครงสร้างหลักสูตรของทั้ง ๒ วิชาออกเป็น ๓ หมวดวิชาเหมือนกันคือ หมวดวิชาพื้นฐานทั่วไป หมวดวิชาเฉพาะด้าน และหมวดวิชาเลือกเสรี โดยเฉพาะหมวดวิชาเฉพาะด้านแยกเป็นกลุ่มวิชาเป็น ๓ กลุ่มวิชาเหมือนกัน โดยกลุ่มวิชาเอกสาขาวิชาเอกคณิตศาสตร์ไม่น้อยกว่า ๗๘ หน่วยกิต สาขาวิชาเอกสถิติประยุกต์
ไม่น้อยกว่า ๘๑ หน่วยกิต ซึ่งรายละเอียดการจัดการเรียนการสอนหมวดวิชาเฉพาะด้านสำหรับโปรแกรมวิชาคณิตศาสตร์มีรายวิชาบังคับเหมือนกับโปรแกรมวิชาสถิติประยุกต์คือหลักสถิติ และสถิติเชิงคณิตศาสตร์ ๑ หลักการคณิตศาสตร์ แคลคูลัสและเรขาคณิตวิเคราะห์ ๑ แคลคูลัสและเรขาคณิตวิเคราะห์ ๒ แคลคูลัสและเรขาคณิตวิเคราะห์ ๓ และพีชคณิตเชิงเส้น ๑
นอกนั้นในโปรแกรมวิชาสถิติประยุกต์จะเรียนมากกว่าโปรแกรมวิชาคณิตศาสตร์ ๙ หน่วยกิต หรือ ๓ วิชา ส่วนหมวดวิชาพื้นฐานทั่วไปนั้นมีโครงสร้างเช่นเดียวกัน
        ศาลปกครองชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า  คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย
๒ ประเด็น คือ
        ประเด็นที่หนึ่ง  การวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เกี่ยวกับคุณวุฒิการศึกษาของผู้ฟ้องคดีว่าไม่เป็นไปตามประกาศเทศบาลเมืองกระทุ่มแบน เรื่อง รับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นพนักงานครูเทศบาลประจำปี ๒๕๔๕ เป็นการกระทำที่ชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๕ สำนักบริหารการศึกษาท้องถิ่นได้เคยจัดทำแนวทางในการตรวจสอบคุณวุฒิของผู้สมัครสอบแข่งขัน
เพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นพนักงานครูเทศบาลและเมืองพัทยา รวมทั้งปริญญาวิชาชีพเฉพาะทาง (ปริญญาวิชาชีพอื่นที่ ก.ท. รับรองฯ) และกำหนดให้เป็นคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งพนักงานครูเทศบาลและเมืองพัทยา และสาขาวิชาเอกตรงตามที่สมัครสอบแข่งขันไว้เท่านั้น
โดยรับรองว่าผู้จบการศึกษาวิทยาศาสตรบัณฑิตสาขาวิชาเอกรวม ๒๕ สาขา จากสถาบันราชภัฏเป็นคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งพนักงานครูเทศบาลและเมืองพัทยา ซึ่งรวมเอาสาขาวิชาเอกคณิตศาสตร์ สาขาสถิติประยุกต์ เป็นหนึ่งในคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งพนักงานครูเทศบาลและเมืองพัทยา การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ระบุคุณสมบัติผู้สมัครสอบว่า นอกจากผู้สมัครมีคุณสมบัติจบปริญญาทางการศึกษา สาขาเอกคณิตศาสตร์แล้ว ยังเปิดกว้างไปถึง
ผู้มีคุณสมบัติจบปริญญาวิชาชีพอื่นที่เทียบได้ไม่ต่ำกว่านี้ทางคณิตศาสตร์ แต่เนื่องจาก
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มิได้ประกาศอย่างชัดเจนว่า วิชาชีพที่เทียบเคียงได้ไม่ต่ำกว่านี้ทางคณิตศาสตร์หมายความรวมถึงผู้จบปริญญาตรีสาขาเอกวิชาใดและ
เมื่อพิจารณาหลักสูตรการเรียนการสอนสาขาวิชาเอกสถิติประยุกต์และสาขาวิชาเอกคณิตศาสตร์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีที่ผู้ฟ้องคดีเรียนจบมานั้น รองอธิการบดีปฏิบัติราชการแทนอธิการบดียืนยันว่า หลักสูตรสาขาวิชาเอกสถิติประยุกต์และสาขาวิชาเอกคณิตศาสตร์เป็นหลักสูตรสายคณิตศาสตร์ทั้งสองหลักสูตร เป็นแต่เพียงสาขาวิชาเอกสถิตินั้นเป็นการนำเอาสาขาวิชาคณิตศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในด้านสถิติ โครงสร้างหลักสูตรของทั้งสองภาควิชามีการแบ่งโครงสร้างเป็น ๓ หมวดวิชาเหมือนกันโดยหมวด
วิชาเฉพาะด้านแยกกลุ่มวิชาเป็น ๓ กลุ่มเหมือนกัน คือ กลุ่มวิชาเอกสาขาคณิตศาสตร์ต้องศึกษาวิชาบังคับไม่น้อยกว่า ๗๘ หน่วยกิต ส่วนสาขาวิชาเอกสถิติประยุกต์ต้องศึกษาวิชาบังคับไม่น้อยกว่า ๘๑ หน่วยกิต โดยทั้งสองโปรแกรมมีการเรียนรายวิชาบังคับเหมือนกัน
๕ วิชา จากทั้งหมด ๑๐ วิชา ซึ่งเมื่อตรวจดูรายวิชาบังคับที่ผู้ฟ้องคดีเรียนได้เลือกเรียน
หลักสถิติอันเป็นวิชาบังคับของสาขาเอกคณิตศาสตร์ ซึ่งวิชาบังคับของสาขาเอกคณิตศาสตร์ให้เรียน ๑๐ วิชา ผู้ฟ้องคดีลงเรียน ๖ วิชา  ดังนั้น จึงเห็นได้ชัดว่าคำว่าปริญญาวิชาชีพอื่นที่เทียบได้ไม่ต่ำกว่านี้ทางคณิตศาสตร์ ตามประกาศเทศบาลเมืองกระทุ่มแบนนั้นพอจะอนุมานได้ว่า รวมถึงปริญญาตรีวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาสถิติประยุกต์ ซึ่งมีการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เป็นพื้นฐาน  ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ พิจารณาวุฒิการศึกษาของ
ผู้ฟ้องคดีแจ้งไม่รับรองว่าเป็นปริญญาวิชาชีพอื่นที่เทียบได้ไม่ต่ำกว่านี้ ทางคณิตศาสตร์
จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จะอ้างว่าปริญญาวิชาชีพที่เทียบได้
ไม่ต่ำกว่านี้จะต้องเป็นปริญญาวิชาชีพอื่นที่ ก.ท. (เดิม) รับรองและกำหนดให้เป็นคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งพนักงานครูเทศบาลและเมืองพัทยา (ปริญญาวิชาชีพเฉพาะทาง) และสาขาวิชาเอกตรงตามที่ประกาศรับสมัครสอบแข่งขันได้เท่านั้น แต่การที่
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มอบอำนาจให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จัดการสอบพนักงานครูเทศบาลได้เอง
และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มิได้กำหนดรายละเอียดสาขาวิชาอื่น ๆ ไว้ เพื่อเทียบกับคำว่าปริญญาวิชาชีพอื่นที่เทียบได้ไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการศึกษาทางคณิตศาสตร์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จะตีความว่าวุฒิการศึกษาปริญญาตรีวิทยาศาสตรบัณฑิตโปรแกรมวิชาสถิติประยุกต์ มิใช่คุณวุฒิทางคณิตศาสตร์โดยตรงหรือใกล้เคียงที่สุด โดยอาศัยการกำหนดปริญญาของสำนักงาน ก.พ. ว่า แยกปริญญาวิทยาศาสตรบัณฑิต – คณิตศาสตร์, วิทยาศาสตรบัณฑิต – สถิติ และวิทยาศาสตรบัณฑิต – สถิติประยุกต์ มาเป็นเกณฑ์ว่าหากไม่มีคำว่าคณิตศาสตร์ต่อท้าย ก็มิใช่ปริญญาวิชาชีพที่เทียบได้ไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางคณิตศาสตร์นั้น
ย่อมไม่ถูกต้อง ดังจะเห็นได้จากโครงสร้างหลักสูตรคณิตศาสตร์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ข้ออ้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในการวินิจฉัยวุฒิการศึกษาของผู้ฟ้องคดีว่า
มิใช่ปริญญาวิชาชีพที่เทียบได้ไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางคณิตศาสตร์จึงฟังไม่ขึ้น การที่
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่กำหนดให้ชัดเจนว่าปริญญาวิชาชีพที่เทียบได้ไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี
ทางการศึกษาทางคณิตศาสตร์มีวิชาอะไรบ้างก็ต้องถือว่าวิชาเอกสถิติประยุกต์เป็นปริญญาวิชาชีพที่เทียบได้ไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางคณิตศาสตร์ เมื่อคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไม่ชอบด้วยหลักการและโครงสร้างการเรียนการสอนทางคณิตศาสตร์แล้วคำวินิจฉัยของ
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งอาศัยคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ก็มีผลเช่นเดียวกัน
        ประเด็นที่สอง  คำสั่งปฏิเสธที่จะบรรจุและแต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงานครูเทศบาลของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามหนังสือเทศบาลเมืองกระทุ่มแบน ที่ สค ๕๒๑๐๕/๑๒๘๖ ลงวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๔๖ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่า
คำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อาศัยเป็นเหตุในการออกคำสั่งปฏิเสธไม่บรรจุและแต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเข้าเป็นพนักงานครูเทศบาลเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ จึงมีผล
ทำให้คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่ชอบด้วยเช่นกัน
        ศาลปกครองชั้นต้นจึงพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ตามหนังสือลงวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๔๖ และคำวินิจฉัยตอบข้อหารือที่เกี่ยวข้องกับ
วุฒิการศึกษาของผู้ฟ้องคดี ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ตามหนังสือ
ที่ มท ๐๘๗๖.๑/๘๒๗ ลงวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๔๖ และให้เพิกถอนคำสั่งไม่บรรจุและแต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเข้าเป็นพนักงานครูเทศบาล และให้พิจารณาบรรจุและแต่งตั้งผู้ฟ้องคดี
เข้าเป็นพนักงานครูเทศบาลในตำแหน่งอาจารย์ ๑ ระดับ ๓ ครูปฏิบัติการสอนคณิตศาสตร์โดยให้มีผลย้อนไปยังวันที่ประกาศผลสอบ ทั้งนี้ ให้คำพิพากษามีผลนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด
        ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อุทธรณ์ว่า  การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เปิดรับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นพนักงานครูเทศบาลประจำปี ๒๕๔๕
ในตำแหน่งอาจารย์ ๑ ระดับ ๓ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ระบุคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งของครูปฏิบัติการสอนวิชาเอกคณิตศาสตร์ว่าต้องสำเร็จการศึกษาวุฒิปริญญาตรีขึ้นไปทางการศึกษาสาขาวิชาเอกคณิตศาสตร์หรือปริญญาวิชาชีพอื่นที่เทียบได้ไม่ต่ำกว่านี้ทางคณิตศาสตร์
และปริญญาวิชาชีพอื่นที่เทียบได้ไม่ต่ำกว่านี้ จะต้องเป็นวุฒิที่สำนักงาน ก.ท. รับรอง
ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบและคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ โดยชอบด้วยกฎหมายตามที่สำนักงาน ก.ท. มีไปถึงสำนักงาน ก.ท.จ. จังหวัดทุกจังหวัด
ทั่วประเทศ ประกอบกับ ก.ท.จ.สมุทรสาครมีอำนาจตามมาตรา ๑๓ และมาตรา ๒๓
แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ในการกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการคัดเลือก การบรรจุและแต่งตั้ง การย้าย การโอน ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓  ดังนั้น เมื่อสำนักงาน ก.ท.จ.สมุทรสาคร มีหนังสือ ที่ มท ๐๘๗๖.๑/๘๒๗ ลงวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๔๖ ได้วินิจฉัยข้อหารือวุฒิการศึกษาผู้สอบแข่งขันได้และแจ้งให้ทราบ จึงเป็นอำนาจของ ก.ท.จ.สมุทรสาคร และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่ผู้ฟ้องคดีสมัครสอบคัดเลือก
เพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นพนักงานครูเทศบาลประจำปี ๒๕๔๕ ในตำแหน่งอาจารย์ ๑ ระดับ ๓ ตำแหน่งครูปฏิบัติการสอนคณิตศาสตร์ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนระเบียบและหนังสือสั่งการอย่างละเอียดรอบคอบและถูกต้องโดยมิได้ละเว้น
หรือเลือกปฏิบัติแต่อย่างใด การที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ บรรจุและแต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเข้าเป็นพนักงานครูเทศบาล และให้พิจารณาบรรจุและแต่งตั้ง
ผู้ฟ้องคดีเข้าเป็นพนักงานครูเทศบาลในตำแหน่งอาจารย์ ๑ ระดับ ๓ ครูปฏิบัติการสอนคณิตศาสตร์ โดยให้มีผลย้อนไปยังวันที่ประกาศผลสอบนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เห็นว่า
ตามระเบียบแล้วไม่สามารถปฏิบัติได้เนื่องจากการขึ้นบัญชีผู้มีสิทธิเข้ารับราชการมีกำหนดไว้ ๒ ปี เมื่อพ้นกำหนดภายใน ๒ ปี บัญชีดังกล่าวจึงถูกยกเลิกโดยปริยาย ตามประกาศคณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของเทศบาลหมวด ๔ ส่วนที่ ๑ ข้อ ๖๒ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ขอขยายเวลาและสงวนตำแหน่งให้กับผู้ฟ้องคดีโดย ก.ท.จ.มีหนังสือถึงสำนักงาน ก.ท. และสำนักงาน ก.ท.
มีหนังสือ ที่ มท ๐๘๐๙.๔/๑๑๘๓ ลงวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๔๗ มีคำสั่งว่าไม่สามารถขยายระยะเวลาการขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันพนักงานครูเทศบาลต่อไปได้อีก สิทธิของผู้ฟ้องคดี
จึงต้องหมดไปและประกอบกับมาตรา ๑๒ แห่งพระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน
เงินปี บำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้กำหนดให้
การจ่ายเงินเดือนข้าราชการกรณีบรรจุใหม่หรือกลับเข้ารับราชการใหม่ให้จ่ายได้ตั้งแต่
วันที่เริ่มเข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการ ซึ่งในกรณีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงไม่อาจปฏิบัติตาม
คำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นได้เพราะขัดต่อพระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน พ.ศ. ๒๕๓๕ จึงขอให้ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายกฟ้องคดีนี้ด้วย
        ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ อุทธรณ์ว่า  ตามที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งไม่บรรจุและแต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเข้าเป็นพนักงานครูเทศบาลและให้พิจารณาบรรจุและแต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเข้าเป็นพนักงานครูเทศบาลในตำแหน่งอาจารย์ ๑ ระดับ ๓ ครูปฏิบัติการสอนคณิตศาสตร์ โดยให้มีผลย้อนหลังไปยังวันที่ประกาศผลสอบนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เห็นว่า ตามหลักเกณฑ์การบริหารบุคคลพนักงานเทศบาลของคณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล (ก.ท.) ได้กำหนดให้การบรรจุและแต่งตั้งผู้สอบแข่งขันได้เป็นพนักงานเทศบาล
(รวมพนักงานครูเทศบาล) ให้เรียกบรรจุและแต่งตั้งตามลำดับที่ที่สอบแข่งขันได้ตามบัญชี
ผู้สอบแข่งขันได้ ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวคณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล (ก.ท.)
ได้กำหนดไว้บังคับใช้เป็นการทั่วไปสำหรับพนักงานเทศบาลและข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นอื่นทุกประเภท และเป็นมาตรฐานเดียวกันกับที่คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ที่กำหนดไว้ใช้บังคับกับข้าราชการพลเรือน  ดังนั้น ในกรณีของผู้ฟ้องคดีจึงต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การบริหารงานบุคคล พนักงานเทศบาลที่คณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล (ก.ท.) กำหนดโดยให้มีการบรรจุและแต่งตั้งผู้ฟ้องคดีและกำหนดวันที่มีผลให้การบรรจุและแต่งตั้งย้อนหลังไปถึงวันที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิได้รับการบรรจุและแต่งตั้งตามลำดับที่ในบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ จึงขอให้ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาแก้
คำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นจากให้พิจารณาบรรจุและแต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเข้าเป็นพนักงานครูเทศบาลตำแหน่งอาจารย์ ๑ ระดับ ๓ ครูปฏิบัติการสอนคณิตศาสตร์ โดยให้มีผลย้อนหลังไปยังวันที่ประกาศผลสอบเป็นให้พิจารณาบรรจุและแต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเข้าเป็นพนักงานครูเทศบาลในตำแหน่งอาจารย์ ๑ ระดับ ๓ ครูปฏิบัติการสอนคณิตศาสตร์โดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิได้รับการบรรจุและแต่งตั้งตามลำดับที่ในบัญชีผู้สอบแข่งขันได้
        ผู้ฟ้องคดีแก้อุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ว่า ตามที่
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กล่าวอ้างในคำอุทธรณ์ว่า ผู้ฟ้องคดีขาดคุณสมบัติในการที่จะได้รับ
การบรรจุแต่งตั้งให้เข้ารับราชการในตำแหน่งอาจารย์ ๑ ระดับ ๓ สาขาวิชาเอกคณิตศาสตร์โดยอ้างตามประกาศรับสมัครฯ ว่าวุฒิการศึกษาต้องเป็นวุฒิที่สำนักงาน ก.ท. รับรอง
ซึ่งถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ต้องตัดสิทธิผู้ฟ้องคดีออกจากการเป็นผู้มีสิทธิ
ในการสอบคัดเลือกตั้งแต่ต้น เนื่องจากขาดคุณสมบัติ โดยที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีระยะเวลา
ในการตรวจสอบคุณสมบัติตามประกาศรับสมัครอย่างชัดเจน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑
กลับประกาศให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิสอบและปล่อยระยะเวลาล่วงเลยจนผู้ฟ้องคดีได้รับ
การประกาศให้เป็นผู้ที่สอบแข่งขันได้ในลำดับที่ ๒๑ การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑
แสดงให้เห็นชัดว่ามีความประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติราชการ เพราะผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กำหนดคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งครูปฏิบัติการสอนคณิตศาสตร์อย่างชัดเจนว่าต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาวุฒิปริญญาตรีขึ้นไปทางการศึกษาสาขาวิชาเอกคณิตศาสตร์หรือปริญญาวิชาชีพอื่นที่เทียบได้ไม่ต่ำกว่านี้ทางคณิตศาสตร์ การกำหนดคุณสมบัติดังกล่าวย่อมเป็น
ที่ทราบโดยทั่วไปว่านอกจากสาขาวิชาเอกคณิตศาสตร์แล้วยังจะต้องมีสาขาวิชาอื่น ๆ อีกที่เทียบได้ทางคณิตศาสตร์ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่สามารถชี้แจงต่อศาลปกครองชั้นต้นได้ว่าปริญญาวิชาชีพอื่นที่เทียบได้ไม่ต่ำกว่านี้ทางคณิตศาสตร์มีสาขาอะไรบ้าง และนอกจากนี้สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้ชี้แจงต่อศาลปกครองชั้นต้นว่าการจะพิจารณาว่าผู้จบการศึกษา
สาขาวิชาเอกคณิตศาสตร์จะมีคุณสมบัติเหมือนหรือแตกต่างกันหรือไม่นั้น ให้พิจารณา
จากรายละเอียดของเนื้อหาในหลักสูตร และมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีก็ได้ยืนยันว่า
ทั้งสองหลักสูตรมีเนื้อหาที่เทียบเคียงกันได้เพียงแต่สาขาวิชาเอกสถิติประยุกต์นั้นเป็นการนำเอาสาขาวิชาคณิตศาสตร์มาประยุกต์ไว้ในด้านสถิติ และสามารถสอนรายวิชาคณิตศาสตร์ได้ ส่วนการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อ้างว่า ไม่สามารถบรรจุแต่งตั้งผู้ฟ้องคดีตาม
คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นได้ เนื่องจากขัดกับพระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน พ.ศ. ๒๕๓๕ เนื่องจากมิได้เข้าปฏิบัติราชการ และอ้างว่าสำนักงาน ก.ท. มีคำสั่งไม่ขยายเวลาในการขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ของผู้ฟ้องคดี ซึ่งครบ ๒ ปี ออกไปได้นั้น ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ไม่มีผลใด ๆ ต่อคดีนี้เพราะถือว่า
ผู้ฟ้องคดีได้รับการบรรจุและแต่งตั้งนับตั้งแต่วันที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำพิพากษา ซึ่งอยู่ในกรอบระยะเวลา ๒ ปี และสาเหตุดังกล่าวเกิดจากความบกพร่องในการปฏิบัติราชการของ
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ สำหรับกำหนดวันที่มีผลในการบรรจุและแต่งตั้งผู้ฟ้องคดีตามคำอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ นั้น ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า สุดแท้แต่ศาลปกครองสูงสุดจะเห็นสมควร

        ศาลปกครองสูงสุดออกนั่งพิจารณาคดี โดยได้รับฟังสรุปข้อเท็จจริงของ
ตุลาการเจ้าของสำนวน และคำชี้แจงด้วยวาจาประกอบคำแถลงการณ์ของตุลาการผู้แถลงคดี
        ศาลปกครองสูงสุดได้ตรวจพิจารณาเอกสารทั้งหมดในสำนวนคดี กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ฯลฯ ที่เกี่ยวข้องประกอบแล้ว
        ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๔๕ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้มีประกาศเทศบาลเมืองกระทุ่มแบน เรื่อง รับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้ง
บุคคลเข้ารับราชการเป็นพนักงานครูเทศบาลประจำปี ๒๕๔๕ โดยมีตำแหน่งที่จะบรรจุและแต่งตั้งได้แก่ ตำแหน่งอาจารย์ ๑ ระดับ ๓ ขั้น ๖,๓๖๐ บาท ครูปฏิบัติการสอนวิชาเอกคณิตศาสตร์ โดยระบุคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งของผู้สมัครสอบพนักงานครูเทศบาลประจำปี ๒๕๔๕ แนบท้ายประกาศดังกล่าวว่า สำหรับตำแหน่งอาจารย์ ๑ ระดับ ๓ ขั้น ๖,๓๖๐ บาท ครูปฏิบัติการสอนวิชาเอกคณิตศาสตร์ต้องสำเร็จการศึกษาวุฒิปริญญาตรีขึ้นไปทาง
การศึกษา สาขาเอกคณิตศาสตร์หรือปริญญาวิชาชีพอื่นที่เทียบได้ไม่ต่ำกว่านี้
ทางคณิตศาสตร์ ต่อมาวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๔๕ ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นใบสมัครสอบแข่งขัน
เพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเป็นพนักงานครูเทศบาล เทศบาลเมืองกระทุ่มแบน ประจำปี ๒๕๔๕ โดยสมัครสอบวิชาเอกคณิตศาสตร์ และใช้เอกสารปริญญาบัตรหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต โปรแกรมวิชาสถิติประยุกต์จากสถาบันราชภัฏอุดรธานี และประกาศนียบัตรวิชาชีพครู (ป.วค.) คณะครุศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเป็นเอกสารประกอบพร้อม
ใบรายงานผลการศึกษาจากทั้งสองสถาบันเป็นหลักฐานในการยื่นใบสมัคร ต่อมาวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๕ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้มีประกาศเทศบาลเมืองกระทุ่มแบน เรื่อง ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้าเป็นพนักงานครูเทศบาล ประจำปี ๒๕๔๕ โดยมีรายชื่อผู้ฟ้องคดีลำดับที่ ๑๗๙ เป็นผู้มีสิทธิสอบแต่มีเครื่องหมายวงกลมอยู่ที่
เลขประจำตัวสอบของผู้ฟ้องคดี ซึ่งในประกาศดังกล่าวระบุว่าหมายถึง เป็นบุคคลที่
ทางเทศบาลเมืองกระทุ่มแบนกำลังตรวจสอบคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งพนักงานครูเทศบาลและเมืองพัทยากับทางสำนักงาน ก.ท. หากพบว่าเป็นผู้ขาดคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งดังกล่าวก็ให้ถือว่าบุคคลดังกล่าวขาดคุณสมบัติในการสมัครสอบและไม่มีสิทธิได้รับการ
บรรจุและแต่งตั้ง เมื่อได้มีประกาศดังกล่าวแล้วไม่ปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้มีคำสั่งตัดสิทธิ
ผู้ฟ้องคดีในการสอบ ผู้ฟ้องคดีจึงเข้าสอบแข่งขัน จนกระทั่งต่อมาวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๔๕ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ประกาศเทศบาลเมืองกระทุ่มแบน เรื่อง ประกาศบัญชีรายชื่อ
ผู้สอบแข่งขันได้ในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นพนักงานครูเทศบาล
ประจำปี ๒๕๔๕ ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีสอบได้ลำดับที่ ๒๑ แต่มีเครื่องหมายวงกลมอยู่ที่
เลขประจำตัวสอบของผู้ฟ้องคดี ซึ่งในประกาศฉบับเดียวกันระบุว่า หมายถึงเป็นบุคคล
ที่ทางเทศบาลเมืองกระทุ่มแบนกำลังตรวจสอบคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งพนักงานครูเทศบาลและเมืองพัทยากับทางสำนักงาน ก.ท. หากตรวจสอบพบว่าเป็นผู้ขาดคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งพนักงานดังกล่าวก็ให้ถือว่าบุคคลนั้นขาดคุณสมบัติในการสอบและไม่มีสิทธิได้รับการบรรจุแต่งตั้ง โดยก่อนหน้านั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้มีหนังสือหารือสิทธิการบรรจุผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงานครูเทศบาลไปยังผู้อำนวยการสำนักงานบริหารการศึกษาท้องถิ่น ตามหนังสือ ที่ สค ๕๒๑๐๕/๑๔๒๓ ลงวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๔๕ ว่า หากผู้สมัครสอบไม่เป็นผู้มีวิชาเอก
ที่ ก.ท. (เดิม) รับรอง แต่เป็นผู้สำเร็จการศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพครูจะมีสิทธิได้รับ
การบรรจุและแต่งตั้งเป็นพนักงานครูเทศบาลหรือไม่ และนอกจากนี้ยังได้หารือไปยัง
จังหวัดสมุทรสาครในฐานะ ก.ท.จ. ในทำนองเดียวกันกับหนังสือลงวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๔๕ รายละเอียดปรากฏตามหนังสือ ที่ มท ๐๘๗๖/๒๑๑๒๘ ลงวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๕ ต่อมาวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๔๖ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ตอบข้อหารือดังกล่าวกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ว่า กรณีของผู้ฟ้องคดีนั้นเมื่อพิจารณาตามหนังสือสำนักงาน ก.ท. ด่วนมาก ที่ มท ๐๓๑๒.๑/ว ๑๓๔๑ ลงวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๕ ซึ่งกำหนดแนวทางในการตรวจสอบคุณวุฒิของผู้สมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเป็นพนักงานครูเทศบาลและเมืองพัทยาไว้ว่า
ถ้าไม่ใช่ปริญญาทางการศึกษาตามข้อ ๒ และ ก.ท. (เดิม) กำหนดคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งที่รับสมัครว่าเป็นปริญญาวิชาชีพอื่นที่เทียบได้ไม่ต่ำกว่านี้ ปริญญาหรือคุณวุฒิการศึกษาของผู้สมัครสอบแข่งขันจะต้องเป็นปริญญาวิชาชีพที่ ก.ท. (เดิม) รับรองและกำหนดให้เป็นคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งพนักงานครูเทศบาลและเมืองพัทยา (ปริญญาวิชาชีพเฉพาะทาง) และสาขาวิชาเอกตรงตามที่ประกาศรับสมัครสอบแข่งขันไว้เท่านั้น  ดังนั้น
จึงไม่สามารถบรรจุและแต่งตั้งให้ผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงานครูเทศบาลในตำแหน่งอาจารย์ ๑ ระดับ ๓ ครูปฏิบัติการสอนคณิตศาสตร์ได้ รายละเอียดปรากฏตามหนังสือ ที่ มท ๐๘๗๖.๑/๘๒๗ ลงวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๔๖ ซึ่งต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้แจ้งผลให้แก่ผู้ฟ้องคดีทราบว่าไม่สามารถบรรจุผู้ฟ้องคดีเข้าเป็นพนักงานครูเทศบาลในตำแหน่งอาจารย์ ๑ ระดับ ๓
ครูปฏิบัติการสอนคณิตศาสตร์ได้ ตามหนังสือ ที่ สค ๕๒๑๐๕/๑๒๘๖ ลงวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๔๖ ผู้ฟ้องคดีได้รับแจ้งคำสั่งปฏิเสธที่จะบรรจุผู้ฟ้องคดีเข้ารับราชการแล้ว
จึงได้มีหนังสือหารือไปยังอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ขอให้ตรวจสอบการหารือวุฒิการศึกษาและการบรรจุแต่งตั้งพนักงานครูเทศบาลเมืองกระทุ่มแบนของผู้ที่สอบแข่งขันได้ ตามหนังสือลงวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๔๖ ซึ่งต่อมาวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๔๖ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้มีหนังสือแจ้งไปยังผู้ฟ้องคดีให้ทราบว่าวุฒิการศึกษาของผู้ฟ้องคดีไม่ตรงตามประกาศคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งอาจารย์ ๑ ระดับ ๓ ครูปฏิบัติการสอนคณิตศาสตร์ของเทศบาลเมืองกระทุ่มแบน ผู้ฟ้องคดีจึงได้อุทธรณ์คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามหนังสือลงวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๔๖ เรื่อง ขอให้ทบทวนการหารือวุฒิการศึกษาของผู้สอบแข่งขันได้ และขอให้แต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงานครูเทศบาลตามบัญชีที่สอบแข่งขันได้ แต่ก็ไม่ได้รับ
การพิจารณาอุทธรณ์ ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลในวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๔๗
        คดีมีประเด็นที่จะต้องพิจารณาวินิจฉัยเพียงประเด็นเดียวว่า คำสั่งของ
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามหนังสือสำนักงานเทศบาลเมืองกระทุ่มแบน ที่ สค ๕๒๑๐๕/๑๒๘๖
ลงวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๔๖ ที่ไม่บรรจุและแต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเข้ารับราชการเป็นพนักงานครูเทศบาล ตำแหน่งอาจารย์ ๑ ระดับ ๓ ครูปฏิบัติการสอนคณิตศาสตร์ เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
        พิเคราะห์แล้วเห็นว่า  มูลเหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดจากการวินิจฉัยว่า
วุฒิการศึกษาปริญญาตรีวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ วิชาเอกสถิติประยุกต์ ของผู้ฟ้องคดีไม่ตรงตามคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งพนักงานครูเทศบาลและเมืองพัทยา
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีคำสั่งตามหนังสือสำนักงานเทศบาลเมืองกระทุ่มแบน ที่ สค ๕๒๑๐๕/๑๒๘๖ ลงวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๔๖ ไม่บรรจุและแต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเข้ารับราชการเป็นพนักงานครูเทศบาล ตำแหน่งอาจารย์ ๑ ระดับ ๓  ดังนั้น คดีนี้จึงมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นก่อนว่า วุฒิการศึกษาปริญญาตรีวิทยาศาสตรบัณฑิต โปรแกรมวิชาสถิติประยุกต์เป็นปริญญา
ทางการศึกษาสาขาวิชาเอกคณิตศาสตร์หรือปริญญาวิชาชีพอื่นที่เทียบได้ไม่ต่ำกว่านี้
ทางคณิตศาสตร์ ตามประกาศเทศบาลเมืองกระทุ่มแบน เรื่อง รับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นพนักงานครูเทศบาลประจำปี ๒๕๔๕ ลงวันที่
๑๒ มิถุนายน ๒๕๔๕ หรือไม่ เห็นว่า ในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ สำนักบริหารการศึกษาท้องถิ่น
ได้จัดทำแนวทางการตรวจสอบคุณวุฒิของผู้สมัครสอบแข่งขัน เพื่อบรรจุและแต่งตั้ง
เป็นพนักงานครูเทศบาลและเมืองพัทยา รวมทั้งปริญญาวิชาชีพเฉพาะทาง (ปริญญาวิชาชีพอื่นที่ ก.ท. รับรอง) ได้กำหนดรับรองว่า ผู้จบการศึกษาวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเอก
สถิติประยุกต์และวิชาเอกสาขาอื่น ๆ อีก ๒๔ สาขาจากสถาบันราชภัฏ เป็นคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งพนักงานครูเทศบาลและเมืองพัทยา และจากประกาศอนุกรรมการข้าราชการครูกรุงเทพมหานคร เรื่อง รับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเป็นข้าราชการครู
ในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ ๑/๒๕๔๕ ฉบับลงวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๔๕
ซึ่งประกาศรับสมัครสอบอาจารย์ ๑ ระดับ ๓ อัตราเงินเดือน ๖,๓๖๐ บาท กลุ่มวิชาคณิตศาสตร์ได้กำหนดให้สาขาวิชาเอกสถิติประยุกต์เป็นปริญญาตรีที่เทียบเท่าไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีสาขาวิชาเอกคณิตศาสตร์ และประกอบกับนายสมพงษ์  วงศ์ชัยประทุม
รองอธิการบดี ปฏิบัติราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ได้ชี้แจงต่อศาลว่า หลักสูตรสาขาวิชาเอกสถิติประยุกต์และสาขาวิชาเอกคณิตศาสตร์ของมหาวิทยาลัย
ราชภัฏอุดรธานีเป็นหลักสูตรสายคณิตศาสตร์ทั้งสองหลักสูตรเพียงแต่สาขาวิชาเอกสถิตินั้น เป็นการนำเอาวิชาคณิตศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในด้านสถิติ โครงสร้างของหลักสูตรทั้งสองแบ่งเป็น ๓ หมวดวิชาเหมือนกัน คือ หมวดวิชาพื้นฐานทั่วไป หมวดวิชาเฉพาะด้านและหมวดวิชาเลือกในหมวดวิชาเฉพาะด้านแยกเป็น ๓ กลุ่มวิชาเหมือนกัน คือ กลุ่มวิชาเอกสาขาคณิตศาสตร์วิชาบังคับไม่น้อยกว่า ๗๘ หน่วยกิต ส่วนสาขาสถิติประยุกต์ศึกษาวิชาบังคับ
ไม่น้อยกว่า ๘๑ หน่วยกิต โดยทั้งสองหลักสูตรมีการเรียนวิชาบังคับเหมือนกัน ๕ วิชา
จากทั้งหมด ๑๐ วิชา คือ สถิติเชิงคณิตศาสตร์ ๑ แคลคูลัสและเรขาคณิตวิเคราะห์ ๑
แคลคูลัสและเรขาคณิตวิเคราะห์ ๒ แคลคูลัสและเรขาคณิตวิเคราะห์ ๓ พีชคณิตเชิงเส้น ๑ แต่สาขาสถิติประยุกต์จะนำเอาความรู้ทางคณิตศาสตร์ประยุกต์ใช้ทางสถิติ จึงเรียนสถิติวิเคราะห์ ๑ และสถิติวิเคราะห์ ๒ การวิเคราะห์การถดถอยหลักการวิจัย ฯลฯ และจากใบรายงานผลการศึกษา ลงวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๔๒ ประกอบกับรายการเปรียบเทียบหลักสูตรคณิตศาสตร์และสถิติประยุกต์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ตามหนังสือ
ที่ ศธ ๐๕๔๓/๐๑๖๓ ลงวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๗ ปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีได้เลือกเรียน
หลักสถิติอันเป็นวิชาบังคับของสาขาเอกคณิตศาสตร์รวมวิชาเอกคณิตศาสตร์บังคับเรียน ๑๐ วิชา ผู้ฟ้องคดีเรียน ๖ วิชา จึงเห็นได้ว่าหลักสูตรทั้งสองมีการเรียนวิชาคณิตศาสตร์
เป็นพื้นฐานใกล้เคียงกัน  ดังนั้น วุฒิการศึกษาปริญญาตรีวิทยาศาสตรบัณฑิต วิชาเอกสถิติประยุกต์
จึงถือว่าเป็นปริญญาวิชาชีพอื่นที่เทียบได้ไม่ต่ำกว่านี้ทางคณิตศาสตร์ ตามประกาศเทศบาลเมืองกระทุ่มแบน เรื่อง รับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นพนักงานครูเทศบาล ประจำปี ๒๕๔๕ ลงวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๔๕  ดังนั้น คำสั่งของ
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามหนังสือสำนักงานเทศบาลเมืองกระทุ่มแบน ที่ สค ๕๒๑๐๕/๑๒๘๖
ลงวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๔๖ ที่ไม่บรรจุและแต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเข้ารับราชการเป็นพนักงาน
ครูเทศบาล ตำแหน่งอาจารย์ ๑ ระดับ ๓ ครูปฏิบัติการสอนคณิตศาสตร์ โดยวินิจฉัยว่า
วุฒิการศึกษาปริญญาตรีวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์เอกสถิติประยุกต์
ไม่ใช่ปริญญาตรีทางการศึกษาสาขาวิชาเอกคณิตศาสตร์หรือปริญญาวิชาชีพอื่นที่เทียบได้ไม่ต่ำกวานี้ทางคณิตศาสตร์ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
        สำหรับกรณีการขอให้เพิกถอนหนังสือตอบข้อหารือวุฒิการศึกษา
ผู้สอบแข่งขันได้ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ตามหนังสือ ที่ มท ๐๘๗๖.๑/๘๒๗ ลงวันที่
๑๙ พฤษภาคม ๒๕๔๖ ซึ่งยืนยันว่าผู้ฟ้องคดีซึ่งได้รับวุฒิวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเอกสถิติประยุกต์จากสถาบันราชภัฏอุดรธานี สมัครสอบในตำแหน่งอาจารย์ ๑ ระดับ ๓
ครูปฏิบัติการสอนคณิตศาสตร์เป็นผู้ไม่มีคุณสมบัติตามตำแหน่งดังกล่าว จึงไม่สามารถบรรจุและแต่งตั้งให้เป็นพนักงานครูเทศบาลในตำแหน่งดังกล่าวได้ และขอให้เพิกถอนหนังสือของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่ยืนยันว่าวุฒิการศึกษาของผู้ฟ้องคดีไม่ตรงตามประกาศของเทศบาล
เมืองกระทุ่มแบน ตามหนังสือ ที่ มท ๐๘๐๙.๓/๑๓๘๒ ลงวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๔๖ นั้น เห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีหนังสือตอบข้อหารือของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เกี่ยวกับวุฒิการศึกษา
ผู้สอบแข่งขันได้ตามหนังสือ ที่ มท ๐๘๗๖.๑/๘๒๗ ลงวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๔๖ นั้น มิใช่การวินิจฉัยสั่งการตามกฎหมาย เป็นเพียงการตอบข้อหารือให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทราบและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่มีอยู่มิใช่คำสั่งที่สั่งให้ผู้ฟ้องคดีดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด หนังสือฉบับดังกล่าว จึงเป็นเพียงขั้นตอนของการดำเนินการภายในของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งถือไม่ได้ว่ามีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ฟ้องคดี และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้มีหนังสือยืนยันเกี่ยวกับวุฒิการศึกษาของผู้ฟ้องคดีที่ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ พิจารณาทบทวนแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มีหนังสือตอบยืนยันตามหนังสือตอบข้อหารือในเรื่องดังกล่าวที่ได้ตอบข้อหารือผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไปแล้วนั้น
ก็มิได้มีสถานะเป็นคำสั่งทางปกครองหรือกฎที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ฟ้องคดี เพราะถึงแม้ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนหนังสือตอบข้อหารือดังกล่าวก็ไม่ได้มีผลเป็นการเยียวยาความเดือดร้อนหรือเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด
         ดังนั้น การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษา ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของ
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ตามหนังสือลงวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๔๖ และคำวินิจฉัยตอบข้อหารือ
ที่เกี่ยวข้องกับวุฒิการศึกษาของผู้ฟ้องคดี ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒
ตามหนังสือ ที่ มท ๐๘๗๖.๑/๘๒๗ ลงวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๔๖ และให้เพิกถอนคำสั่ง
ไม่บรรจุและแต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเข้าเป็นพนักงานครูเทศบาลและให้พิจารณาบรรจุและแต่งตั้ง
ผู้ฟ้องคดีเข้าเป็นพนักงานครูเทศบาลในตำแหน่งอาจารย์ ๑ ระดับ ๓ ครูปฏิบัติการสอนคณิตศาสตร์ โดยให้มีผลย้อนไปยังวันที่ประกาศผลสอบ ทั้งนี้ ให้คำพิพากษามีผลนับแต่
วันที่คดีถึงที่สุดนั้น ศาลปกครองสูงสุดไม่เห็นพ้องด้วย

        พิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นเป็นให้เพิกถอนคำสั่ง
ไม่บรรจุและแต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเข้าเป็นพนักงานครูเทศบาล และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ พิจารณาบรรจุและแต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเข้าเป็นพนักงานครูเทศบาล ในตำแหน่งอาจารย์ ๑ ระดับ ๓
ครูปฏิบัติการสอนคณิตศาสตร์ ทั้งนี้ ให้เสร็จสิ้นภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษานี้ ส่วนคำขออื่นให้ยก
       
นายธงชัย  ลำดับวงศ์                                                         ตุลาการเจ้าของสำนวน
ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

นายจรัญ  หัตถกรรม                                  
ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด

นายเกษม  คมสัตย์ธรรม                                               
ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

นายชาญชัย  แสวงศักดิ์                                                
ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

นายวิษณุ  วรัญญู                                                  
ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

ตุลาการผู้แถลงคดี : นายประนัย  วณิชชานนท์

วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2554

หลักการฟ้องเรื่องคำสั่งไม่เลื่อนขั้นเงินเดือน

                                          คำร้องที่     ๕๘๒/๒๕๕๒
                                                       คำสั่งที่       ๑๗๑/๒๕๕๓
                                         ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์
                                                                    ศาลปกครองสูงสุด
                       วันที่    ๒       เดือน มิถุนายน  พุทธศักราช ๒๕๕๓

เรื่อง     คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่ง
โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย (คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีบางราย
ไว้พิจารณา)

ผู้ฟ้องคดียื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ในคดีหมายเลขดำที่ ๑๕๓/๒๕๕๒
ของศาลปกครองชั้นต้น (ศาลปกครองขอนแก่น)
        คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องและเพิ่มเติมคำฟ้องว่า  ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ๓ สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลสีกาย อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย ได้รับความเดือดร้อนและเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งองค์การบริหาร
ส่วนตำบลสีกาย ที่ ๑๖/๒๕๕๒ ลงวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๕๒ สั่งไม่เลื่อนขั้นเงินเดือน
ครั้งที่ ๒/๒๕๕๑ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๑ (๑ เมษายน – ๓๐ กันยายน ๒๕๕๑) ให้แก่
ผู้ฟ้องคดี โดยหมายเหตุท้ายคำสั่งว่า ผลรวมคะแนนการประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลการปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดีต่ำกว่าเกณฑ์การประเมิน ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากก่อนหน้านั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาชั้นต้นของผู้ฟ้องคดีและเป็นผู้ประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดีเสนอผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เคยมีเรื่องโกรธเคืองกับผู้ฟ้องคดี จึงได้ใช้อำนาจหน้าที่กลั่นแกล้งและข่มขู่ผู้ฟ้องคดีว่าหากผู้ฟ้องคดีไม่ทำเรื่อง
ขอโอน (ย้าย) จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยและจะไม่เลื่อนขั้นเงินเดือนรอบต่อไปให้แก่ผู้ฟ้องคดี  ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้กล่าวหาผู้ฟ้องคดีว่ามีพฤติการณ์ขาดงาน
โดยไม่มีเหตุอันสมควร มีความขัดแย้งกับผู้บริหาร และไม่เข้าร่วมกิจกรรมของหน่วยงาน
ซึ่งล้วนเป็นความเท็จทั้งสิ้น จากกรณีดังกล่าวผู้ฟ้องคดีจึงเห็นว่า คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่สั่งไม่เลื่อนขั้นเงินเดือนให้แก่ผู้ฟ้องคดีนั้น เป็นผลมาจากการประเมินผลการปฏิบัติงาน
ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งได้ใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ หลังจากนั้น ผู้ฟ้องคดีจึงได้มีหนังสือ
ลงวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๕๒ ร้องทุกข์ต่อประธานคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดหนองคาย ซึ่งคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดหนองคายพิจารณาแล้วได้มีมติ
ในการประชุมครั้งที่ ๔/๒๕๕๒ เมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๒ ให้ยกคำร้อง ผู้ฟ้องคดีจึงได้นำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง
        ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ดังนี้
        ๑. เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ตามคำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบล
สีกาย ที่ ๑๖/๒๕๕๒ ลงวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๕๒
        ๒. ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมีคำสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือนและสั่งจ่ายเงินโบนัสประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๑ ให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามสิทธิที่ควรได้รับ
        ๓.ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายตามดุลพินิจที่ศาลเห็นสมควร
        ๔. เพิกถอนมติของคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดหนองคาย
ในการประชุมครั้งที่ ๔/๒๕๕๒ เมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๒
        ศาลปกครองชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย
ในเบื้องต้นว่า ศาลมีอำนาจรับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาเพราะเหตุเกี่ยวกับเงื่อนไขในการฟ้องคดีหรือไม่  โดยมาตรา ๔๒ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กำหนดว่า ผู้ใดได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องจากการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ และการแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อนหรือเสียหายหรือยุติข้อโต้แย้งนั้น ต้องมีคำบังคับตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๗๒ ผู้นั้นมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง  เมื่อข้อเท็จจริงในคดีปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีประสงค์ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่สั่งไม่เลื่อนขั้นเงินเดือนครั้งที่ ๒/๒๕๕๑ ประจำปีงบประมาณ
๒๕๕๑ (๑ เมษายน – ๓๐ กันยายน ๒๕๕๑) ให้แก่ผู้ฟ้องคดี และเมื่อพิจารณาคำสั่ง
ทางปกครองที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีแล้วเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นผู้มีอำนาจสั่ง
ไม่เลื่อนขั้นเงินเดือนให้แก่ผู้ฟ้องคดี  ดังนั้น เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องอันเป็นเหตุแห่ง
การฟ้องคดีนี้ จึงคงมีเพียงผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เท่านั้น  แต่การประเมินผลงานโดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นเพียงการกระทำหน้าที่ในขั้นตอนตระเตรียมการก่อนมีคำสั่งทางปกครองที่เป็น
เหตุแห่งการฟ้องคดี ซึ่งการกระทำดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสถานภาพหรือสิทธิและหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีโดยตรง และหากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑
มีส่วนเกี่ยวข้องที่ทำให้คำสั่งพิพาทไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในการตรวจสอบความชอบ
ด้วยกฎหมายของคำสั่งพิพาท ศาลย่อมนำข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้าง
มาพิจารณาได้อยู่แล้ว  ดังนั้น ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ใช่ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายที่จะ
มีสิทธิฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ต่อศาลปกครอง ตามมาตรา ๔๒ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒  ส่วนคำขอข้อ ๓. ท้ายคำฟ้องที่ขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องจากเดิมที่ผู้ฟ้องคดีเรียกค่าเสียหายจำนวน ๑๒๐ ล้านบาท แต่ศาลมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีชี้แจงว่าเป็นค่าเสียหายจากเรื่องใด และให้ผู้ฟ้องคดีชำระค่าธรรมเนียมศาล ผู้ฟ้องคดีได้แก้ไขเป็นให้ศาลพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายตามดุลพินิจที่ศาลเห็นสมควร โดยไม่ได้กำหนดคำขอให้ชัดเจนว่า ประสงค์ให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นจำนวนเท่าใดตามพยานหลักฐานใด จึงเห็นว่า
เมื่อผู้ฟ้องคดีไม่ได้ระบุจำนวนค่าเสียหายเพื่อจะไม่ต้องชำระค่าธรรมเนียมศาล จึงถือได้ว่าคดีนี้ไม่มีคำขอให้ชดใช้เงินเป็นค่าเสียหายคงเป็นเพียงการฟ้องคดีพิพาทตามมาตรา ๙
วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คือ คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่ง
โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ศาลปกครองชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องในส่วนกล่าวหา
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไว้พิจารณา คงรับคำฟ้องเฉพาะในส่วนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไว้พิจารณาต่อไป
        ผู้ฟ้องคดียื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นที่ไม่รับคำฟ้อง
ผู้ถูกฟ้องคดีบางรายไว้พิจารณา ความว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้จงใจวางแผนและกระทำการให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาชั้นต้นของผู้ฟ้องคดีมีอคติต่อผู้ฟ้องคดีและได้นำเหตุโกรธแค้นส่วนตัวมาข่มขู่ผู้ฟ้องคดีว่า
หากไม่โอนย้ายไปยังหน่วยงานอื่นจะเสนอเรื่องไม่เลื่อนขั้นเงินเดือนในรอบวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๑ ถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๒ ให้กับผู้ฟ้องคดีอีก ซึ่งการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดังกล่าวมีผลกระทบต่ออนาคตการรับราชการของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงเกรงว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑
จะหยิบยกกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล มาเป็นข้ออ้างในการเตรียมออกคำสั่ง
พักราชการ หรือคำสั่งอื่น ๆ เพื่อกลั่นแกล้งผู้ฟ้องคดีต่อไป และการที่ผู้ฟ้องคดีจะโอนย้ายไปยังหน่วยงานอื่นเพื่อให้พ้นจากการที่ต้องอยู่ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑
ต้องใช้ระยะเวลาค่อนข้างยาวนาน จึงเป็นช่องทางที่ทำให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ใช้อำนาจตามอำเภอใจและให้ข้อมูลบิดเบือนความจริงในการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดีทำให้ผู้ฟ้องคดีเดือดร้อนเสียหายอีก ดังนั้น จึงถือได้ว่าคดีมีเหตุจำเป็นอื่นที่ศาลปกครองควรรับฟ้อง
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไว้พิจารณา จึงขอให้ศาลปกครองสูงสุดรับคำฟ้องในส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไว้พิจารณา       

         ศาลปกครองสูงสุดพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติ
วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ บัญญัติว่า “การพิจารณาทางปกครอง” หมายความว่า  การเตรียมการและการดำเนินการของเจ้าหน้าที่เพื่อจัดให้มีคำสั่งทางปกครอง
และ “คำสั่งทางปกครอง” หมายความว่า (๑) การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือ
มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง และการรับจดทะเบียน
แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ (๒) การอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวง  ดังนั้น คำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบลสีกาย ที่ ๑๖/๒๕๕๒ ลงวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๕๒ ที่สั่งไม่เลื่อนขั้นเงินเดือนครั้งที่ ๒/๒๕๕๑ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๑ (๑ เมษายน – ๓๐ กันยายน ๒๕๕๑) ให้แก่
ผู้ฟ้องคดีที่ออกโดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือนของผู้ฟ้องคดี
โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๕ และมาตรา ๒๔ วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบข้อ ๒๐๕ ข้อ ๒๐๖ และข้อ ๒๑๗ ของประกาศ ก.อบต. จังหวัดหนองคาย เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับการบริหาร
งานบุคคล พ.ศ. ๒๕๔๕ คำสั่งดังกล่าวนั้นมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่
ของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ และแม้ว่าคดีนี้ผู้ฟ้องคดีได้กล่าวอ้างว่า คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องมาจากการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ก็ตาม
แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ก็มิได้เป็นผู้มีอำนาจสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือนให้กับผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด
การรายงานเสนอความเห็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นเพียงการเสนอความเห็น
เพื่อประกอบการพิจารณาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือนเท่านั้น การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดังกล่าว จึงเป็นเพียงการกระทำภายในหน่วยงานก่อนที่จะมีคำสั่งทางปกครอง ซึ่งเป็นขั้นตอนในการเตรียมการและการดำเนินการของเจ้าหน้าที่เพื่อจัดให้มีคำสั่งทางปกครอง อันเป็นการพิจารณาทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยังไม่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีโดยตรง  ดังนั้น จึงไม่อาจถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย
โดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องมาจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามมาตรา ๔๒ วรรคหนึ่ง
แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ผู้ฟ้องคดี
จึงไม่มีสิทธิฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ต่อศาลปกครอง ที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องในส่วนกล่าวหาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไว้พิจารณา คงรับคำฟ้องเฉพาะในส่วนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไว้พิจารณาต่อไปนั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย
        จึงมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น

นายวรวิทย์  กังศศิเทียม                                                      ตุลาการเจ้าของสำนวน
ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

นายเกษม  คมสัตย์ธรรม
ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด

นายไพบูลย์  เสียงก้อง
ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

นายนพดล  เฮงเจริญ
ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

นายวราวุธ  ศิริยุทธ์วัฒนา
ตุลาการศาลปกครองสูงสุด


ปลัดเทศบาลเป็นผู้ออกคำสั่งมอบงานให้รองปลัดเทศบาล

                                               คำร้องที่    ๒๖๑/๒๕๕๒
                                               คำสั่งที่      ๒๔๒/๒๕๕๓
                                                                                                                                                  
ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์
                                       ศาลปกครองสูงสุด
                       วันที่     ๗      เดือน กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๓
         
เรื่อง    คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
     (คำร้องอุทธรณ์คำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง)

     ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ในคดีหมายเลขดำที่ ๑๗๕๑/๒๕๕๑ ของศาลปกครองชั้นต้น (ศาลปกครองกลาง)
     คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีได้มีคำสั่งเทศบาลเมืองลัดหลวง ที่ ๒๕๗/๒๕๕๑ เรื่อง การแบ่งงานให้นักบริหารงานเทศบาลปฏิบัติหน้าที่ในฐานะปลัดเทศบาล โดยแบ่งงานในหน้าที่ของปลัดเทศบาลให้แก่รองปลัดเทศบาลอีกสองคนปฏิบัติหน้าที่
ในฐานะปลัดเทศบาล กำกับดูแลและรับผิดชอบงานปกติของแต่ละสำนักหรือกองโดยเสนอตรงต่อผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการแบ่งงานดังกล่าวเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ฟ้องคดี
ตามมาตรา ๔๘ เอกูนวีสติ แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ ประกอบกับข้อ ๕ ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยวิธีปฏิบัติงานของเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ และข้อ ๒๖๔ ของประกาศคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดสมุทรปราการ เรื่อง หลักเกณฑ์และ
เงื่อนไขเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของเทศบาล ลงวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๕
ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่มีอำนาจออกคำสั่งดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีพิจารณาแล้วมีคำสั่งยืนตามคำสั่งเดิม
    ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดี
ตามคำสั่งเทศบาลเมืองลัดหลวง ที่ ๒๕๗/๒๕๕๑ เรื่อง การแบ่งงานให้นักบริหารงานเทศบาลปฏิบัติหน้าที่ในฐานะปลัดเทศบาล ลงวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๑
    คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองชั้นต้น  ต่อมา ผู้ฟ้องคดียื่นคำร้องฉบับลงวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ขอไต่สวนฉุกเฉิน เพื่อขอให้ศาลกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองใดๆ เพื่อบรรเทาทุกข์เป็นการชั่วคราวก่อนการพิพากษาโดยขอให้ศาล
มีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองของผู้ถูกฟ้องคดีตามคำสั่งที่ ๒๕๗/๒๕๕๑
ลงวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๑
    ศาลปกครองชั้นต้นส่งสำเนาคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทำคำชี้แจง แสดงพยานหลักฐาน และเรียกคู่กรณีทั้งสองฝ่ายพร้อมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นมาไต่สวน ได้ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมดังนี้
    ผู้ฟ้องคดีให้ถ้อยคำยืนยันตามคำชี้แจงและคำขอเดิม
    ผู้ถูกฟ้องคดีให้ถ้อยคำว่า ผู้ถูกฟ้องคดีออกคำสั่งที่ ๒๕๗/๒๕๕๑ แบ่งงานในหน้าที่ของปลัดเทศบาลเมืองลัดหลวงให้แก่ปลัดเทศบาลเมืองลัดหลวงและรองปลัดเทศบาล
เมืองลัดหลวงอีก ๒ คน โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๔๘ สัตตรส และมาตรา ๔๘ เตรส
แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ และผู้ถูกฟ้องคดีได้มีหนังสือหารือไปยัง
จังหวัดสมุทรปราการ และได้รับหนังสือตอบข้อหารือว่าผู้ถูกฟ้องคดีสามารถออกคำสั่งดังกล่าวได้ เพราะเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ แต่สำหรับเรื่องที่กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับระบุให้เป็นอำนาจหน้าที่ของปลัดเทศบาล ผู้ถูกฟ้องคดีไม่อาจมอบหมายให้ผู้อื่นปฏิบัติแทนได้ เช่น การถอนเงินฝากธนาคารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีได้ออกคำสั่งแก้ไขให้ถูกต้องแล้ว ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีอ้างกรณีของเทศบาลตำบลวังวิเศษ จังหวัดตรัง เป็นคนละกรณีกับคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดี กล่าวคือ อำนาจหน้าที่ใด
ที่กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีก็ยังคงมอบหมายให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่นั้นอยู่ แต่งานที่ไม่ใช่หน้าที่ของผู้ฟ้องคดีโดยตรง และเห็นว่าไม่เหมาะสม
ก็จะมอบหมายให้รองปลัดเทศบาลเป็นผู้รับผิดชอบแทน การออกคำสั่งดังกล่าวจึงเป็นไปเพื่อความเหมาะสมและไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายกับเทศบาลเมืองลัดหลวง
     กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น โดยผู้แทน ให้ถ้อยคำว่า กรณีพิพาทตามคดีนี้ จังหวัดสมุทรปราการได้มีหนังสือหารือไปยังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
โดยจังหวัดสมุทรปราการเห็นว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายต่อมากรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้มีหนังสือตอบข้อหารือกรณีนี้ว่า เมื่อพิจารณา
ตามมาตรา ๔๘ เตรส และมาตรา ๔๘ เอกูนวีสติ แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๔๖ ประกอบกับ
ความเห็นของคณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาลได้ให้ความเห็นไว้ในการประชุม
ครั้งที่ ๙/๒๕๕๑ เกี่ยวกับกรณีที่เทศบาลตำบลวังวิเศษได้ออกคำสั่งมอบหมายงาน
ให้ปลัดเทศบาลไปปฏิบัติงานทะเบียนราษฎรเพียงหน้าที่เดียวว่าการที่นายกเทศมนตรี
จะออกคำสั่งจำกัดอำนาจหน้าที่ของปลัดเทศบาลลดลงกว่าที่กฎหมายและประกาศคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดสมุทรปราการ เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของเทศบาลลงวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ ข้อ ๒๖๔ กำหนด
ไว้อย่างชัดแจ้งนั้น ไม่อาจกระทำได้ เมื่อคำสั่งดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีมีผลเป็นการจำกัดอำนาจหน้าที่ของปลัดเทศบาลมิให้ปฏิบัติหน้าที่ให้ครบถ้วนถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดไว้ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเห็นพ้องด้วยกับความเห็นของจังหวัดสมุทรปราการ สำหรับระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยวิธีปฏิบัติงานของเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายหรือระเบียบใดยกเลิกระเบียบดังกล่าว คงมีเฉพาะบางข้อที่มีกฎหมายใหม่กำหนดเรื่องเดียวกันไว้ก็ต้องปฏิบัติให้เป็นไป
ตามกฎหมายใหม่ ซึ่งปัจจุบันได้มีประกาศคณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล (ก.ท.) เรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับโครงสร้างการแบ่งงานส่วนราชการ วิธีการบริหาร และ
การปฏิบัติงานของพนักงานเทศบาล และกิจการอันเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล
ในเทศบาล ลงวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของพนักงานเทศบาลไว้เพื่อเป็นมาตรฐานทั่วไป ดังนั้น ในทางปฏิบัติเรื่องใดที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของปลัดเทศบาล ปลัดเทศบาลก็จะเป็นผู้ออกคำสั่งมอบหมาย
ให้รองปลัดเทศบาลปฏิบัติราชการแทน
    ศาลปกครองชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า กฎหมายกำหนดอำนาจหน้าที่
ของนายกเทศมนตรีและปลัดเทศบาลไว้แยกจากกัน โดยนายกเทศมนตรีมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการกำหนดนโยบายและรับผิดชอบการบริหารราชการของเทศบาลให้เป็นไป
ตามกฎหมาย ส่วนปลัดเทศบาลมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบควบคุมดูแลราชการประจำ
ของเทศบาลให้เป็นไปตามนโยบาย และมีอำนาจหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนดหรือ
ตามที่นายกเทศมนตรีมอบหมาย กล่าวคือ งานในหน้าที่รับผิดชอบของนายกเทศมนตรี นายกเทศมนตรีจะต้องเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ หากไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวได้ก็ต้องทำเป็นหนังสือให้รองนายกเทศมนตรีเป็นผู้ปฏิบัติราชการแทน แต่ถ้ามอบให้ปลัดเทศบาลหรือ
รองปลัดเทศบาลปฏิบัติราชการแทนต้องทำเป็นคำสั่งและประกาศให้ประชาชนทราบ
ส่วนงานในหน้าที่รับผิดชอบของปลัดเทศบาล ปลัดเทศบาลก็จะต้องเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่
หากปลัดเทศบาลต้องการแบ่งงานในหน้าที่ความรับผิดชอบของตน ปลัดเทศบาลสามารถมอบอำนาจโดยทำเป็นหนังสือให้รองปลัดเทศบาลปฏิบัติราชการแทนในนามของปลัดเทศบาล ดังนั้น การมอบหมายงานในหน้าที่ความรับผิดชอบของปลัดเทศบาล จึงเป็นอำนาจของปลัดเทศบาล มิใช่เรื่องที่นายกเทศมนตรีจะเป็นผู้ออกคำสั่งแบ่งงานในหน้าที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของปลัดเทศบาล การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งที่ ๒๕๗/๒๕๕๑ แบ่งงานในหน้าที่
ของปลัดเทศบาลให้รองปลัดเทศบาลอีก ๒ คน ทำหน้าที่แทนปลัดเทศบาล จึงน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการให้คำสั่งดังกล่าวมีผลใช้บังคับต่อไปจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลัง ทั้งนี้ เพราะรองปลัดเทศบาลที่ได้รับมอบหมาย
ให้ปฏิบัติหน้าที่ของปลัดเทศบาลตามคำสั่งดังกล่าว ย่อมรับมอบอำนาจไปโดยมิชอบ
การปฏิบัติหน้าที่ของรองปลัดเทศบาลจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ไปโดยที่ไม่มีอำนาจหรือ
เป็นการกระทำไปโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายและย่อมส่งผลเสียหายแก่การบริหารงาน
ในเทศบาลเมืองลัดหลวงที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลัง อีกทั้ง หากศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีในคดีนี้ก็ไม่เป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐ
หรือแก่บริการสาธารณะของเทศบาลเมืองลัดหลวง  จึงมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีตามคำสั่งที่ ๒๕๗/๒๕๕๑ ลงวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๑ ไว้เป็นการชั่วคราวก่อนการพิพากษาจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น
    ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นที่ทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง ความว่า ตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ แก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๔๖ มาตรา ๔๘ เตรส และมาตรา ๔๘ สัตตรส กำหนดให้นายกเทศมนตรีมีอำนาจวางระเบียบ เพื่อให้งานของเทศบาลเป็นไป
ด้วยความเรียบร้อย ทั้งมีอำนาจควบคุมและรับผิดชอบในการบริหารกิจการและ
เป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานเทศบาลและลูกจ้างเทศบาลทั้งหมด มาตรา ๔๘ เอกูนวีสติ
แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน ได้กำหนดไว้ว่า ให้มีปลัดเทศบาลคนหนึ่ง
เป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานเทศบาลและลูกจ้างเทศบาลรองจากนายกเทศมนตรี และรับผิดชอบควบคุมดูแลราชการประจำของเทศบาลให้เป็นไปตามนโยบาย และประกาศคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดสมุทรปราการ เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับการบริหารบุคคลของเทศบาล ลงวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ ข้อ ๒๕๕ ข้อ ๒๕๖ และข้อ ๒๖๓ ได้กำหนดโครงสร้างการแบ่งงานในระบบงานของเทศบาล โดยกำหนดอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับการกำกับเร่งรัดการปฏิบัติราชการ และเป็นผู้ปกครองบังคับบัญชาข้าราชการ
ของกองหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น ข้อ ๒๖๔ วรรคหนึ่ง กำหนดว่า ในการปฏิบัติงานของพนักงานเทศบาลเกี่ยวกับการวินิจฉัยและสั่งการให้ใช้หลักการแบ่งอำนาจและ
หน้าที่ตามลักษณะของเรื่อง... เห็นได้ว่าเป็นการกำหนดอำนาจในการวินิจฉัยสั่งการตามลำดับชั้นของพนักงานเทศบาล และวรรคสองกำหนดว่า เรื่องใดที่มีกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ระบุให้เป็นอำนาจหน้าที่ปลัดเทศบาล หากกฎหมายระเบียบข้อบังคับนั้น
มิได้กำหนดในเรื่องการมอบอำนาจไว้เป็นอย่างอื่น ปลัดเทศบาลจะมอบอำนาจโดยทำเป็นหนังสือให้รองปลัดเทศบาล ปฏิบัติราชการแทนในนามของปลัดเทศบาลก็ได้... เป็นเรื่องการมอบหมายงาน ที่กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของปลัดเทศบาลโดยเฉพาะให้แก่รองปลัดเทศบาลโดยทำเป็นหนังสือ ดังนั้น การแบ่งงานในหน้าที่
ของปลัดเทศบาลซึ่งมิใช่งานที่กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของปลัดเทศบาลโดยเฉพาะแล้ว นายกเทศมนตรีเมืองลัดหลวงมีอำนาจที่จะมอบหมายงาน
ให้รองปลัดเทศบาลอีก ๒ คน ปฏิบัติหน้าที่แทนปลัดเทศบาลได้ ดังนั้น คำสั่งที่ ๒๕๗/๒๕๕๑ ลงวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๑ จึงไม่ขัดต่อกฎหมายใด และอำนาจแบ่งงานสูงสุดเป็นอำนาจของนายกเทศมนตรีที่มีหน้าที่ต้องควบคุมกำกับดูแลพนักงานและลูกจ้าง รวมทั้งระบบงานในเทศบาลทั้งหมดตามมาตรา ๔๘ เตรส และมาตรา ๔๘ สัตตรส แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๔๖ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดที่ใช้บังคับเทศบาล ส่วนระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยวิธีปฏิบัติงานของเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ และประกาศคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดสมุทรปราการ เรื่อง หลักเกณฑ์และ
เงื่อนไขเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของเทศบาล ลงวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ 
เป็นกฎหมายรองลงมาได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้พอเป็นแนวทางในการบริหารงาน
ในสำนักงานเทศบาลให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการปฏิบัติงาน
ให้บรรลุวัตถุประสงค์และนโยบายของผู้บริหารคือนายกเทศมนตรี ตามมาตรา ๔๘ อัฏฐ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ.๒๕๔๖ และคำสั่งเทศบาลเมืองลัดหลวง ที่ ๒๕๗/๒๕๕๑ มิได้มีข้อความใดจำกัดอำนาจหน้าที่ปลัดเทศบาลในการควบคุมกำกับบังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้างของเทศบาลแต่อย่างใด ปลัดเทศบาลยังคงใช้อำนาจได้ปกติตามมาตรา ๔๘ เอกูนวีสติ แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ และปลัดเทศบาลยังสามารถสั่งการและวินิจฉัยงานในหน้าที่ได้ตามข้อ ๒๖๔ ของประกาศคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดสมุทรปราการ เรื่อง หลักเกณฑ์
และเงื่อนไขเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของเทศบาล ลงวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ และข้อเท็จจริงในคำสั่งเทศบาลเมืองลัดหลวง ที่ ๒๕๗/๒๕๕๑ แตกต่างจากข้อเท็จจริงกรณีเทศบาลตำบลวังวิเศษ ดังนั้น ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีเหตุผลที่จะขอคุ้มครองชั่วคราวตามมาตรา ๖๖ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ขอให้
ศาลปกครองสูงสุดได้โปรดมีคำสั่งยกคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นที่ให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒๕๗/๒๕๕๑ ลงวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๑ ไว้เป็นการชั่วคราวก่อนการพิพากษาจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น และขอคุ้มครองคำสั่งเทศบาลเมืองลัดหลวง
ที่ ๒๕๗/๒๕๕๑ ลงวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๑ ให้มีผลบังคับใช้ต่อไประหว่างอุทธรณ์

    ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามมาตรา ๖๖ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งกำหนดให้การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการกำหนดมาตรการหรือวิธีการเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษาจะต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ และปัญหาอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นแก่การบริหารงานของรัฐ ประกอบกับข้อ ๗๒ วรรคสาม แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ ได้กำหนดให้ในกรณีที่ศาลเห็นว่าคำสั่งทางปกครองที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนั้น น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการให้คำสั่งทางปกครองดังกล่าวมีผลใช้บังคับต่อไปจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลัง ทั้งการทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองนั้นไม่เป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐหรือแก่บริการสาธารณะ ศาลมีอำนาจสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองได้ตามที่เห็นสมควร เมื่อพิจารณาตามมาตรา ๔๘ เตรส และมาตรา ๔๘ สัตตรส แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๔๖ ได้กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นผู้ควบคุมและรับผิดชอบในการบริหารกิจการของเทศบาล และเป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานเทศบาล แต่เห็นว่าการบริหารราชการและสั่งการเกี่ยวกับราชการของเทศบาลของผู้ถูกฟ้องคดีตามบทบัญญัติดังกล่าวก็ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด การบริหารราชการหรือสั่งการใดอันเป็นการขัดต่อกฎหมายย่อมกระทำมิได้ และตามมาตรา ๔๘ เอกูนวีสติ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน กำหนดให้มีปลัดเทศบาลคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานเทศบาลและลูกจ้างเทศบาล รองจากนายกเทศมนตรีและรับผิดชอบควบคุมดูแลราชการประจำเทศบาลให้เป็นไปตามนโยบายและมีอำนาจหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนดหรือตามที่นายกเทศมนตรีมอบหมาย และระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยวิธีปฏิบัติงานของเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ ข้อ ๕ กำหนดว่า ให้ปลัดเทศบาลเป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานประจำ ตลอดจนคนงานหรือลูกจ้างและรับผิดชอบในงานประจำทั่วไปของเทศบาล วรรคสอง กำหนดว่า ให้รองปลัดเทศบาลเป็นผู้ช่วยปฏิบัติงานประจำทั่วไปแทนปลัดเทศบาลตามที่จะได้มอบหมาย ในกรณีที่ปลัดเทศบาลไม่อาจปฏิบัติงานได้ให้รองปลัดเทศบาลเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้าไม่มีรองปลัดเทศบาลหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติงานได้ก็ให้นายกเทศมนตรีสั่งแต่งตั้งหัวหน้าหน่วยงานผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้รักษาการแทนปลัดเทศบาลได้ ประกอบกับประกาศคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดสมุทรปราการ เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของเทศบาล ลงวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ ข้อ ๒๖๔ กำหนดว่า ในการปฏิบัติงานของพนักงานเทศบาลเกี่ยวกับการวินิจฉัยปัญหาและสั่งการให้ใช้หลักการแบ่งอำนาจและหน้าที่ตามลักษณะของเรื่องดังต่อไปนี้ ปลัดเทศบาล (๑) เรื่องที่นายกเทศมนตรีสั่งการเกี่ยวกับนโยบายของเทศบาล (๒) เรื่องที่กฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับระบุให้เป็นอำนาจหน้าที่ของปลัดเทศบาล (๓) เรื่องซึ่งตกลงกันไม่ได้ระหว่างหน่วยงานต่างๆ ภายใต้บังคับบัญชา (๔) เรื่องในหน้าที่สำนักงานเทศบาล (๕) เรื่องที่หัวหน้าส่วนราชการเห็นเป็นปัญหาและเสนอมาเพื่อรับคำวินิจฉัยหรือในกรณีพิเศษอื่นใด (๖) เรื่องที่ปลัดเทศบาลสั่งโดยเฉพาะ (๗) เรื่องที่หัวหน้าส่วนราชการต่างๆ เห็นสมควรเสนอเพื่อทราบ รองปลัดเทศบาล เรื่องใดที่มีกฎหมายระเบียบ ข้อบังคับ ระบุให้เป็นอำนาจหน้าที่ปลัดเทศบาล หากกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับนั้นมิได้กำหนดในเรื่องการมอบอำนาจไว้เป็นอย่างอื่น ปลัดเทศบาลจะมอบอำนาจโดยทำเป็นหนังสือให้รองปลัดเทศบาลปฏิบัติราชการแทนในนามปลัดเทศบาลก็ได้ เห็นได้ว่า กฎหมายกำหนดให้ปลัดเทศบาลรับผิดชอบในงานประจำทั่วไปของเทศบาลและให้รองปลัดเทศบาลเป็นผู้ช่วยปฏิบัติงานประจำทั่วไปแทนปลัดเทศบาลตามที่จะได้มอบหมายในกรณีที่ปลัดเทศบาลไม่อาจปฏิบัติงานได้ให้รองปลัดเทศบาลเป็นผู้รักษาราชการแทน การมอบหมายงานในหน้าที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของปลัดเทศบาล จึงเป็นอำนาจของปลัดเทศบาลที่จะมอบหมายงานในหน้าที่ให้รองปลัดเทศบาลปฏิบัติราชการแทน ดังนั้น เมื่อคำสั่งของเทศบาลเมืองลัดหลวงที่ ๒๕๗/๒๕๕๑ ลงวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๑ มีผลทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่อาจกระทำการในหน้าที่ที่รับผิดชอบควบคุมดูแลราชการประจำของเทศบาลเมืองลัดหลวงในฐานะปลัดเทศบาล จึงเท่ากับเป็นการจำกัดอำนาจหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีมิให้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ คำสั่งดังกล่าวจึงน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย และผลแห่งการไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว ย่อมส่งผลให้ผู้รับมอบอำนาจจากคำสั่งดังกล่าว กระทำการไปโดยไม่มีอำนาจอันจะเป็นการกระทำ
ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และย่อมส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงที่ยากแก่
การเยียวยาแก้ไขได้ในภายหลัง ซึ่งเป็นผลเสียต่อการบริหารงานของเทศบาลเมืองลัดหลวง อีกทั้ง การทุเลาการบังคับตามคำสั่งดังกล่าวไว้ก่อนไม่เป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐหรือแก่บริการสาธารณะแต่อย่างไร ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของ
ศาลปกครองชั้นต้น
    จึงมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น

นายวิษณุ  วรัญญู                              ตุลาการเจ้าของสำนวน
ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

นายดำริ  วัฒนสิงหะ                                     
ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด

นายชาญชัย  แสวงศักดิ์
ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

นายวรพจน์  วิศรุตพิชญ์
ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

นายวราวุธ  ศิริยุทธ์วัฒนา
ตุลาการศาลปกครองสูงสุด